thansettakij
thansettakij
คนไล่ตามเงา

คนไล่ตามเงา

25 มี.ค. 69 | 05:48 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 09:32 น.

คนไล่ตามเงา : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,186

KEY

POINTS

  • ปัญหาราคาน้ำมันแพงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าสูงขึ้น สร้างความไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพราคา ส่งผลให้ผู้ผลิตชะลอการปล่อยสินค้าและผู้บริโภคกักตุน
  • รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่า แก้ปัญหาล่าช้าและเป็นฝ่ายตั้งรับ ใช้วิธีปล่อยให้ราคาสูงขึ้นแล้วค่อยเข้าควบคุม ซึ่งเป็นมาตรการที่ไล่ตามตลาดไม่ทัน เปรียบเสมือน "คนไล่ตามเงา"
  • ข้อเสนอแนะคือ รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการเชิงรุก ตัดสินใจให้รวดเร็ว กำหนดทิศทางราคา และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนก่อนวิกฤตจะลุกลาม

***ภาพคุ้นตาที่ไม่ควรคุ้น รถยนต์ต่อคิวเติมนํ้ามันยาวเหยียดยาวจนล้นปั๊ม ยาวจนกลายเป็นภาพสะท้อนความไม่มั่นใจ ใครที่ยังมองว่าเป็น “ภาพชั่วคราว” อาจกำลังอ่านสถานการณ์ช้ากว่าความเป็นจริงไปหนึ่งก้าว และในเกมเศรษฐกิจ แค่ “ช้าหนึ่งก้าว” ก็แพ้แล้ว มันไม่ได้เริ่มที่นํ้ามัน แต่มันลามมาทั้งระบบ นํ้ามันแพงไม่ใช่ข่าวใหม่ แต่สิ่งที่กำลังเกิดตามมาเป็น ผลกระทบลูกโซ่ ที่ รัฐบาลนายกฯ อนุทิน 2 ต้องบริหารจัดการให้ดี

*** ค่าขนส่งขยับ ราคาสินค้าขยับ ผู้ผลิตเริ่มลังเล ผู้บริโภคเริ่มกักตุน ของบางอย่าง “หายจากชั้นวาง” แบบเงียบๆ อาจไม่ใช่ไม่มีของ แต่ “ไม่กล้าปล่อยของ” ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่เริ่ม “ไม่ไว้ใจเสถียรภาพราคา” และเมื่อความไม่ไว้ใจเริ่มขยับเพิ่มขึ้น ตลาดจะไม่รอรัฐเข้าบริหารจัดการ

*** หน้าที่โดยตรงในเรื่องราคาสินค้า เป็นของกระทวงพาณิชย์ ที่มี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” นั่งว่าการต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์เป็นด่านหน้า ที่ผ่านมายังเล่นเกมรับ ในทุกวิกฤติราคาพาณิชย์เป็นด่านหน้าที่ถูกจับตา แต่ภาพที่ออกมา ยังเป็นสูตรเดิม ขอความร่วมมือ ลงพื้นที่ตรวจ ยืนยันของไม่ขาด ดูผิวเผินเหมือนทำครบ ทำได้ปกติ แต่อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มีของหรือไม่มีของ” แต่อยู่ที่ “กลไกราคาเริ่มเสียสมดุล”

*** สิ่งที่เห็นชัดในรอบนี้ รัฐยังใช้วิธี “ปล่อยให้ราคาขึ้น แล้วค่อยเข้าไปกด” ซึ่งเป็นวิธีที่ตลาดอ่านออก ผู้ประกอบการรู้ว่า ถ้าขึ้นช้า เจ็บก่อน ถ้าขึ้นเร็ว รอดก่อน สุดท้ายราคาจะวิ่งเร็วกว่ามาตรการเสมอ รัฐบาลจะกลายเป็น “คนไล่ตามเงา” สำคัญต้องรู้และต้องเข้าใจก่อน ของขาดไม่ใช่เพราะไม่มี แต่เพราะ “ไม่มีใครกล้าปล่อย” ไปไล่ดูเถอะ ผู้ผลิตบางราย “ชะลอส่ง” ผู้ค้าบางราย “ถือสต๊อก” รอดูทิศทางราคา เป็นพฤติกรรมปกติในภาวะไม่แน่นอน แต่ผิดปกติ ตรงรัฐยังปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่มี “สัญญาณนำ” จึงถูกตั้งคำถาม “เอาอยู่หรือไม่”

*** ขณะที่ประชาชนกำลังรับแรงกระแทกจากนํ้ามัน ค่าไฟกำลังจะขยับตามมา และไม่ใช่จังหวะปกติแต่เป็นจังหวะที่กำลังซื้อ ยังไม่ฟื้น ถ้านํ้ามันเป็น “ไฟหน้า” ค่าไฟย่อมเป็น “ไฟหลัง” โดนพร้อมกัน เครื่องดับได้ทั้งคันวิกฤตรอบนี้ ไม่ได้วัดความเก่ง แต่วัด “ความเร็วในการตัดสินใจ” โลกแบบนี้ ไม่มีเวลารอข้อมูลครบ 100% ใครรอครบ มักจะได้ “คำตอบที่สายไปแล้ว”

*** รัฐบาลอนุทิน 2 ที่ต้องทำเร่งด่วน การประเมินล่วงหน้า การตัดสินใจเร็ว รับผิดชอบผลลัพธ์ ดูเหมือนภาพยังไม่แจ่มชัดนัก ต้องยอมรับสัญญาณที่น่ากังวลที่สุด คนเริ่มไม่เชื่อ คิวหน้าปั๊มไม่ใช่เรื่องปริมาณนํ้ามัน แต่เกิด “พฤติกรรมของความกลัว” เร่งเติมเพราะกลัวแพงขึ้นอีก หาใช่กลัวนํ้ามันหมดไม่ แทบไม่ต่างจากการแห่ถอนเงินธนาคารในคราว วิกฤติสถาบันการเงิน น่ากังวลหากให้ความกลัวนำ มาตรการอื่นใดก็ วิ่งไม่ทัน

                       คนไล่ตามเงา

*** รัฐบาลอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด ถ้าจะคุมวิกฤตให้อยู่ ไม่ใช่แค่เพิ่มมาตรการ แต่ต้องเปลี่ยน “วิธีบริหาร” มีศูนย์บัญชาการที่ไม่แค่ประชุมแล้วแยกย้าย ต้อง “กำหนดทิศทางราคา” ไม่ใช่รอให้ตลาดกำหนดแล้วค่อยตอบโต้ ยิงให้ตรงเป้า รู้ให้ได้ว่าคอขวดอยู่ตรงไหนแล้วอัดมาตรการตรงทันที ต้องจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์ สื่อสารแบบไม่อ้อมค้อม อย่าบอกเพียงแค่ไม่มีปัญหา ปกป้องกลุ่มเปราะบางก่อน อย่ากระจายความช่วยเหลือแบบบางๆ แต่ต้อง “หนักและตรง” วิกฤตินี้ยังไม่สายแต่เวลาหมดลงเรื่อยๆ ในการแก้ ก่อนวิกฤติเต็มรูป

*** สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่นํ้ามันแพง ไม่ใช่ของขาด ไม่ใช่ค่าไฟขึ้น แต่เป็นรัฐยังไม่เร่งความเร็วให้ทันปัญหาต่างหาก ต้องไม่ลืมว่าในโลกเศรษฐกิจ คนที่ชนะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “ตัดสินใจเร็วที่สุด” วันนี้รัฐบาลกำลังขับรถนำวิกฤต หรือ กำลังนั่งไล่ตามท้ายขบวนหรือกำลังหานํ้ามันเติมรถยนต์ที่ชื่อ “รัฐบาลหนู 2”  ถ้ายังปล่อยให้ภาพคิวนํ้ามันยาวเหยียด กลายเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งสิ่งที่ต่อคิวยาวกว่านั้น อาจไม่ใช่รถในปั๊ม แต่เป็น “ความไม่เชื่อมั่น” ที่ต่อคิวรอคำตอบจากรัฐบาล เมื่อไม่เชื่อมั่น ย่อมนำไปสู่วิกฤตศรัทธา เมื่อเกิดวิกฤติศรัทธา ก็นำไปสู่การพังทะลาย