
โลกกำลังเขียนแผนที่การลงทุนใหม่...ประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน?
โลกกำลังเขียนแผนที่การลงทุนใหม่...ประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน? : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.เทียนทิพ สุพานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4223
KEY
POINTS
- ปัจจัยดึงดูดการลงทุนของโลกได้เปลี่ยนจากแรงงานราคาถูกและโรงงานอุตสาหกรรม ไปสู่การให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และบุคลากรทักษะสูงเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น AI และศูนย์ข้อมูล
- ประเทศในอาเซียนต่างกำหนดยุทธศาสตร์และตำแหน่งของตนเองบนแผนที่การลงทุนโลกที่เปลี่ยนไป เช่น สิงคโปร์มุ่งสู่ศูนย์กลางดิจิทัล เวียดนามเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ และอินโดนีเซียเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
- ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่ตั้ง แต่ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อเลือกตำแหน่งของตนเองบนแผนที่การลงทุนใหม่
- ความสำเร็จของไทยในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุน ให้เป็นการยกระดับเทคโนโลยี ทักษะบุคลากร และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โลกไม่ได้กำลังแข่งขันกันดึงดูดโรงงานอีกต่อไป
ประโยคนี้อาจฟังดูขัดกับภาพที่หลายคนคุ้นเคย เพราะทุกครั้งที่มีข่าวการลงทุนขนาดใหญ่ สิ่งที่เรามักเห็น คือ การเปิดโรงงานแห่งใหม่ การขยายกำลังการผลิต หรือการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม แต่หากมองลึกลงไป จะพบว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนของโลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างเงียบ ๆ
นักลงทุนในวันนี้ไม่ได้ถามเพียงว่า ประเทศใดมีค่าแรงต่ำที่สุด หากกำลังถามว่าประเทศใดมีไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับศูนย์ข้อมูล มีพลังงานสะอาดรองรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม มีบุคลากรที่สามารถพัฒนา AI และ เทคโนโลยีขั้นสูง มีกฎหมายที่สร้างความเชื่อมั่น และมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกไม่ได้เปลี่ยนเพียง "ที่ตั้งของการลงทุน" แต่กำลังเปลี่ยน "เหตุผลของการลงทุน"
เมื่อดิฉันเริ่มเรียนเศรษฐศาสตร์ ภาพของการลงทุนจากต่างประเทศแตกต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง ในตอนนั้นประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงยุคทองของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และได้รับการกล่าวถึงในฐานะว่าที่ "เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย"
ข่าวเศรษฐกิจเต็มไปด้วยการเปิดโรงงานแห่งใหม่ การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ Toyota, Honda, Panasonic, Sony, Seagate และ Western Digital คือชื่อที่สะท้อนความสำเร็จของยุคนั้น การลงทุนหมายถึงโรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และ การส่งออก
โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard คือ สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศเกษตรกรรม สู่ประเทศอุตสาหกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตโลก
มาถึงวันนี้ แผนที่การลงทุนของโลกกำลังถูกวาดขึ้นใหม่
หาก Eastern Seaboard คือ สัญลักษณ์ของการลงทุนยุคอุตสาหกรรมในอดีต Data Center, Cloud Computing และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็คือ สัญลักษณ์ของการลงทุนยุคดิจิทัลในวันนี้
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ข่าวเศรษฐกิจในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา เต็มไปด้วยการประกาศลงทุนของ Microsoft, Google และ Amazon Web Services (AWS) ในโครงการศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์
และการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยทั้งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และสถาบันที่มีคุณภาพ
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการลงทุนโลก รายงาน World Investment Report 2026 ล่าสุดของ UNCTAD ได้ชี้ว่า เม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่กำลังมุ่งสู่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ศูนย์ข้อมูล ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่
ขณะเดียวกัน หลายประเทศต่างเร่งใช้นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เพราะสิ่งที่ประเทศแข่งขันกันในวันนี้ ไม่ใช่จำนวนโครงการลงทุน หากคือการช่วงชิงอุตสาหกรรมที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า
คำถามที่สำคัญคือ โลกกำลังลงทุนเพื่อสร้างอะไร และประเทศไทยกำลังอยู่ตรงไหนบนแผนที่การลงทุนใบใหม่นี้
คำตอบส่วนหนึ่งเห็นได้จากลักษณะการลงทุนในประเทศอาเซียน ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนกำลังพยายามกำหนด "ตำแหน่ง" ของตนเองบนแผนที่การลงทุนโลก
สิงคโปร์ เลือกเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ศูนย์บัญชาการระดับภูมิภาค และฐานของธุรกิจดิจิทัล แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่นักลงทุนก็ได้คุณภาพของสถาบัน กฎระเบียบที่น่าเชื่อถือ และกำลังคนที่มีทักษะสูงเป็นการชดเชย
เวียดนาม ใช้กระแส China Plus One เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การทำข้อตกลงการค้า และการยกระดับศักยภาพแรงงาน จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
อินโดนีเซีย เลือกใช้ความได้เปรียบจากการเป็นประเทศที่มีแร่นิกเกิลอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ใหม่ โดยต่อยอดจากการส่งออกแร่นิกเกิล ไปสู่การผลิตแบตเตอรี่ และ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ทั้งสามประเทศเลือกเส้นทางต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือ ต่างกำลังแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ มากกว่าการแข่งขันเพื่อให้ได้เม็ดเงินลงทุนมากที่สุด
ประเทศไทยเองในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็มีสัญญาณเชิงบวกจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า ไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน ห่วงโซ่อุปทานด้านอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง และประสบการณ์ในการเป็นฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติมาอย่างยาวนาน
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยยังมีศักยภาพ ที่จะก้าวขึ้นเป็นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หากสามารถพัฒนากำลังคน นวัตกรรม และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของประเทศไทยในระยะต่อไป จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการลงทุนเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้น ให้เป็นจุดแข็งของประเทศ
ประเทศไทยควรใช้การลงทุนจากต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติกับมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการไทย พัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุค AI และสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ที่มีคุณภาพระดับโลก
นโยบายที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่นโยบายที่ดึงดูด FDI ได้มากที่สุด หากคือนโยบายที่ทำให้ FDI สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากที่สุด
การดึงดูดการลงทุนจึงไม่ใช่จุดหมายปลายทาง หากเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เมื่อสามสิบปีก่อน ประเทศไทยเคยมีตำแหน่งสำคัญบนแผนที่การลงทุนของโลก ในวันนี้ที่โลกกำลังวาดแผนที่ฉบับใหม่ ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะรักษาบทบาทสำคัญบนแผนที่การลงทุนโลก แต่เราต้องตัดสินใจว่า จะเลือกยืนอยู่ตรงไหนบนแผนที่ใบใหม่ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว และเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนในวันนี้ ให้เป็นองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต







