
ชาวนากับความคาดหวังจากสังคม ให้รับเทคโนโลยีลดโลกร้อนจะเป็นจริงได้แคไหน
ชาวนากับความคาดหวังจากสังคม ให้รับเทคโนโลยีลดโลกร้อนจะเป็นจริงได้แคไหน : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...รศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4206
KEY
POINTS
- ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว แต่การผลักดันให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อรับมือยังเผชิญความท้าทาย เนื่องจากเกษตรกรต้องการผลประโยชน์ที่จับต้องได้ในระยะสั้น
- การยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของเกษตรกร เช่น พันธุ์ข้าวใหม่ต้องขายได้ราคาดี หรือเทคโนโลยีต้องสอดคล้องกับวิถีการทำเกษตรอินทรีย์
- ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกษตรกรยอมรับเทคโนโลยี คือทุนทางสังคมในชุมชน เช่น การช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกัน และแรงจูงใจจากตลาดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรเห็นคุณค่าที่เป็นรูปธรรม
หนึ่งในประเด็นท้าทายของโลกปัจจุบันคือ จะรักษาระดับผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารของประชากรกว่าครึ่งโลก ภายใต้แรงกดดันจากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่สูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนและฤดูกาลที่แทบเอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ได้อย่างไร
แรงกดดันที่มีแต่จะรุนแรงขึ้น หากมนุษย์ยังไม่สามารถปรับพฤติกรรมเพื่อชะลอไม่ให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยระยะยาวสูงเกินขีดจำกัด 1.5℃ เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2558 ได้ และเมื่อข้ามขีดจำกัดนี้ไปโลกจะไปถึงจุดพลิกผัน (tipping point) ที่ระบบนิเวศโลกจะเปลี่ยนแปลงถาวรและไม่อาจย้อนกลับคืนได้
แม้ตอนนี้เราจะยังไม่ได้ข้ามขีดจำกัด 1.5℃ อย่างถาวร แต่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเกินขีดจำกัด 1.5℃ แบบชั่วคราวติดต่อกัน 12 เดือน ในช่วงปี 2567 เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อผลผลิตข้าว
นักวิจัยจากสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) พบว่า อุณหภูมิช่วงกลางวันเพิ่มขึ้น 1℃ จะลดผลผลิตข้าวลงร้อยละ 6 แต่ถ้าอุณหภูมิกลางคืนเพิ่มขึ้น 1℃ จะลดผลผลิตข้าวถึงร้อยละ 7 อุณหภูมิที่สูงเกินไปในช่วงข้าวออกดอก จะทำให้เกสรตัวผู้จะไม่สามารถผสมกับเกสรตัวเมียได้ (ข้าวเป็นหมัน) เมล็ดจะลีบ หรือรวงข้าวไม่มีเมล็ด ส่วนอุณหภูมิที่สูงในช่วงสร้างเมล็ดก็จะรบกวนกระบวนการสะสมแป้งทำให้เมล็ดขาวไม่สมบูรณ์ หักง่าย ไม่ได้ราคา
งานศึกษาของ รศ.ดร.ธันยพร จันทร์กระจ่าง และผู้เขียนในปี 2565 ได้หาหลักฐานเชิงประจักษ์จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และ ผลผลิตข้าวของไทย ตลอดช่วงปี 2494 - 2559 พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปีและนาปรังในภาคอีสานลดลงจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวนาปี มีมากถึง 4.6 ล้านครัวเรือน บนพื้นที่รวม 59 ล้านไร่ หนึ่งในสี่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเหนียว ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่อยู่คู่สังคมไทย ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้มากว่า 5,000 ปี ไทยผลิตข้าวเหนียวมากที่สุดในโลก เฉลี่ยปีละ 6 ล้านตัน พื้นที่ปลูกข้าวเหนียวร้อยละ 80 อยู่ในภาคอีสานที่เหลืออยู่ในภาคเหนือ
เกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวจัดเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เพราส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ไม่มีชลประทาน อาศัยน้ำฝนเท่านั้น จึงปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผลผลิตเสียหายส่งผลให้เกษตรกรกลุ่มนี้เปราะบางยิ่งขึ้นอีก
รัฐบาลไทยผลักดันการใช้โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG model) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อลดความเปราะบาง และคาดหวังให้เกษตรกรเปิดรับเทคโนโลยี BCG นี้ แต่ประเด็นคือ ถ้าสัญญาณของภัยพิบัติยังไม่แรงมากพอ แล้วอะไรจะช่วยผลักดันให้เกษตรกรยินดีนำเทคโนโลยี BCG ไปใช้ และพร้อมรอคอยผลประโยชน์ในระยะยาว
ปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ ระดับทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ในชุมชนเกษตรกรและแรงจูงใจทางตลาด คำถามที่ผู้ผลักดันต้องตอบให้ได้ คือ เกษตรกรจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้จากการปรับเปลี่ยนนี้
โครงการ BCG-NAGA Belt Road ที่สนับสนุนทุนโดย สวทช. เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่ต้องการถ่ายทอดเทคโนโลยี BCG สู่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียว 3,200 ราย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง อุดรธานี นครพนม ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวเหนียวเพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายที่เหลือ
เทคโนโลยีที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าให้ฟังมี 4 อย่างได้แก่ พันธุ์ข้าวเหนียวหอมนาคา การใช้แหนแดงในนาข้าว ทักษะตัดพันธุ์ปน และไลน์บอท จากการติดตามวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่าง 300 ครัวเรือน ทั้งก่อนและหลังการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วยเครื่องมือทางเศรษฐมิติ ทำให้ผู้เขียนและทีมพอระบุได้ว่า เกษตรกรลักษณะใด พื้นที่แบบใด และที่สำคัญชุมชนแบบใดที่จะมีโอกาสยอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้
ข้าวเหนียวพันธุ์หอมนาคา เป็นพันธุ์ไม่ไวแสง อายุ 130-140 วัน สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก เพราะทนภาวะน้ำท่วมฉับพลันและภาวะแล้งได้ ทนต่อโรคใบไหม้และมีรสชาติดี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่ด้วยเกษตรกรที่ได้ทดลองปลูกจนเก็บเกี่ยวส่วนใหญ่ยังไม่เห็นโอกาสที่ข้าวพันธุ์นี้จะขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์อื่น อีกทั้งไม่ได้มีคุณสมบัติหุงต้มโดดเด่นกว่าพันธุ์ กข 6 หรือ สันป่าตองที่ปลูกอยู่เดิม จึงมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 40 ที่ตัดสินใจเก็บเมล็ดพันธุ์ จากฤดูกาลที่ทดลองปลูกนี้ไปใช้ต่อในฤดูกาลถัดไป ซึ่งกลุ่มที่ยอมรับพันธุ์นี้มักจะมีประสบการณ์การทำงานกลุ่มค่อนข้างสูง
และที่น่าสนใจคือ เกษตรกรจากนครพนมยอมรับข้าวพันธุ์นี้มากกว่าที่อื่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่นครพนมมีวัฒนธรรมการทำข้าวเม่าจากข้าวพันธุ์พื้นเมืองได้เพิ่มมูลค่าตลาดให้กับข้าวเหนียว เพราะความต้องการซื้อข้าวเม่าค่อนข้างสูง ทำให้ข้าวหอมนาคาเข้าไปเป็นตัวเลือกเพิ่มให้เกษตรกรผลิตข้าวเม่าได้ต่อเนื่องทั้งปี
นอกจากนี้ กลุ่มที่เข้าถึงชลประทานซึ่งมักใช้ที่ดินเวียนปลูกพืชหลายชนิดในรอบปีก็ไม่ค่อยสนใจเก็บพันธุ์หอมนาคา เพราะไม่สามารถเลือกพันธุ์ข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวมากกว่าพันธุ์เดิมที่ปลูกได้ ในทำนองเดียวกัน เกษตรกรที่มั่นใจในศักยภาพการตัดสินใจของตัวเองสูง ก็เป็นกลุ่มที่พร้อมจะปฏิเสธพันธุ์ข้าวที่ตลาดยังไม่ให้คุณค่าได้อย่างรวดเร็วด้วย
แหนแดง เป็นเฟิร์นน้ำที่มีสาหร่ายน้ำเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบทำหน้าที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ จึงนำมาใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจนได้ ทั้งยังช่วยลดวัชพืช ลดอุณหภูมิในนาข้าวลงได้ 2-3℃ จัดเป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่ช่วยลดต้นทุนและช่วยเกษตรกรรับมือกับโลกร้อนได้ เมื่อเกษตรกรได้รับแจกแหนแดง 1 กก. จะต้องนำไปขยายต่อในบ่อที่ไม่มีปลาจนแหนแดงขยายพันธุ์ได้มากพอ จึงจะนำไปลงในนาข้าว
เราพบว่า เกษตรกรร้อยละ 45 เท่านั้น ที่ไปถึงขั้นขยายพันธุ์แหนแดงในนาข้าว ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มที่ปลูกข้าวอินทรีย์ นิยมปุ๋ยธรรมชาติ มีประสบการณ์ทำงานกลุ่ม และทำนาดำเพราะจะมีพื้นที่ให้แหนแดงเติบโตได้ดีกว่าแปลงนาหว่าน
ที่น่าสนใจคือ เกษตรกรจากชุมชนที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากจะมีโอกาสขยายพันธุ์แหนแดงในนาข้าวมากกว่า เพราะสามารถขอแบ่งแหนแดง จากบ่อของเพื่อนบ้านมาทดแทนแหนแดงของตนที่ตายจากภาวะน้ำแล้งหรือน้ำท่วมในนาข้าว จึงทดลองใหม่ได้ง่าย
ทั้งนี้ มีเกษตรกรมากถึงหนึ่งในสามที่ตัดสินใจใช้แหนแดง เป็นอาหารสัตว์หลังจากขยายพันธุ์ในบ่อปูน เพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ เป็นประโยชน์ในระยะสั้นที่เห็นได้ง่าย และเป็นรูปธรรมกว่าการรอคอยประโยชน์ระยะยาวของแหนแดงที่จะเกิดในนาข้าว
เทคนิคตัดพันธุ์ปน จำเป็นมากเพื่อรักษาคุณภาพความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ หากใช้เทคนิคนี้สม่ำเสมอ เกษตรกรจะมีคลังเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงไว้ใช้เอง ต้นข้าวแข็งแรง ผลผลิตดี ประหยัดต้นทุนเพราะไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี
ในการตัดพันธุ์ปน เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงที่แบ่งไว้เป็นแปลงเมล็ดพันธุ์ตลอดช่วงข้าวเติบโต สังเกตลักษณะลำต้น สี ใบของต้นกล้า ลักษณะรวง ดอก การโน้มรวง ลักษณะเมล็ดข้าว เพื่อกำจัดพืชแปลกปลอมหรือข้าวต่างพันธุ์ออกไป และเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ดีด้วยการคัดรวงที่สวยที่สุดของแต่ละกอมามัดรวมกัน แขวนไว้ในที่แห้ง
แน่นอนว่า การตัดพันธุ์ปนและเก็บเมล็ดพันธุ์แบบคัดรวง จำเป็นต้องใช้แรงงานมากและความละเอียด เราพบว่า เกษตรกรที่ตัดพันธุ์ปนในช่วงข้าวออกดอก โน้มรวงหรือก่อนเก็บเกี่ยว หรือเก็บเมล็ดพันธุ์แบบคัดรวง มักจะปลูกข้าวอินทรีย์หรือข้าวมาตรฐาน GAP เพราะเห็นค่าของการใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงที่ผลิตได้เอง
และมักมาจากชุมชนที่มีทุนทางสังคมสูง มีประเพณีแลกเปลี่ยนแรงงาน หรือเกษตรกรมีรายได้มากพอที่จะจ้างแรงงาน และมักทำดำนาเพราะข้าวในนาดำจะมีระยะห่างเพียงพอ ให้เกษตรกรเดินสำรวจแปลงและคัดรวงได้ง่ายแม้ในช่วงที่ข้าวเติบโตเต็มที่
ไลน์บอทโรคข้าว เป็น AI แชทบอทที่วินิจฉัยโรคข้าวผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ทำให้เกษตรกรที่ใช้อินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพียงถ่ายรูปข้าวบริเวณที่มีอาการผิดปกติส่งเข้าไปในแชท ระบบจะส่งผลวินิจฉัยโรคกลับมาภายใน 3-5 วินาที พร้อมแนะนำสารเคมี หรือ ยา ที่ต้องใช้ในการรักษา ช่วยให้เกษตรกรเข้าใจโรคและลดการระบาดของโรคได้
เราพบว่า มีเกษตรกรเพียงหนึ่งในสามของที่เข้าอบรม ได้ใช้ไลน์บอทจนถึงได้รับผลวินิจฉัยกลับมา ซึ่งเป็นกลุ่มที่จ่ายค่าอินเทอร์เน็ตได้ อยู่ในชุมชนที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือมีกิจกรรมอบรมหลากหลายทำให้เกษตรกรมีโอกาสพบปะพูดคุยสอบถามกันบ่อย
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนสูง กลับเป็นผู้ที่ปฏิเสธการเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่า เทคโนโลยียังไม่ตอบโจทย์ตน ส่วนเกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์ มักจะไม่เห็นประโยชน์ของไลน์บอท เพราะถ้าข้าวเป็นโรคก็ไม่สามารถใช้สารเคมีตามที่ไลน์บอทแนะนำได้
ดังนั้น เกษตรกรจะยอมรับและใช้เทคโนโลยีต่อหรือไม่ ขึ้นกับว่า เกษตรกรเห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ และบริบทชุมชนรอบข้างรองรับการปรับเปลี่ยนหรือไม่ แม้เทคโนโลยีจะดีในตัวมันเองแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สำเร็จ ต้องไปไกลกว่าการมองเพียงข้อดีของเทคโนโลยี แต่ต้องมองทั้งนิเวศการใช้เทคโนโลยี
การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เห็นค่า พื้นที่ที่เหมาะสม การออกแบบกิจกรรมการถ่ายทอดที่ดึงทุนทางสังคมมาใช้ และแรงจูงใจทางตลาดล้วนสำคัญต่อความสำเร็จ
ในวัฒนธรรมชนบทไทย ทุนทางสังคมที่เกิดจากการทำงานกลุ่มร่วมกัน การแลกเปลี่ยนแรงงาน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะช่วยดึงเกษตรกรที่ไม่มั่นใจในศักยภาพตน ให้ยังอยู่ร่วมกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งสำคัญมากหากต้องการถ่ายทอดเทคโนโลยีดิจิตอลให้เกษตรกรสูงอายุ และช่วยรั้งเกษตรกรที่มีความมั่นใจสูงให้ยังอยู่ในกลุ่มทดลองร่วมกับเพื่อนบ้าน และให้โอกาสกับเทคโนโลยีที่ตลาดอาจยังไม่ให้คุณค่า
ในกรณีนี้ สัญญาณที่ชัดเจนและแรงพอจากนโยบายภาครัฐ อาจจะช่วยแปลงคุณค่าที่จับต้องได้ยากให้พอเห็นเป็นรูปธรรมได้ง่ายขึ้น
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...รศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4206







