
SMR มีกี่เทคโนโลยี? จาก Light-Water Reactor สู่ Molten Salt และ High-Temperature Gas Reactor
SMR มีกี่เทคโนโลยี? จาก Light-Water Reactor สู่ Molten Salt และ High-Temperature Gas Reactor โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
เมื่อพูดถึง Small Modular Reactor หรือ SMR หลายคนอาจจินตนาการว่าเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน เพียงแต่ย่อขนาด Reactor ให้เล็กลง จากโรงไฟฟ้าระดับ 1,000 MW เหลือประมาณ 50–300 MW
ความเข้าใจนี้ถูกเพียงบางส่วน
เพราะคำว่า SMR ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่หมายถึงแนวคิดของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่สามารถออกแบบและผลิตในลักษณะ Modular ได้ ภายใต้คำว่า SMR จึงมี Reactor Technology แตกต่างกันหลายตระกูล ตั้งแต่ Light-Water Reactor ที่ใช้เทคโนโลยีใกล้เคียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน ไปจนถึง High-Temperature Gas-Cooled Reactor, Fast Reactor และ Molten Salt Reactor
ความแตกต่างเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะ Reactor แต่ละแบบไม่ได้แตกต่างกันเพียงสารหล่อเย็น แต่ยังแตกต่างถึงชนิดเชื้อเพลิง อุณหภูมิทำงาน ความดัน ประสิทธิภาพทางความร้อน ระบบความปลอดภัย ตลอดจนสิ่งที่เราสามารถนำพลังงานจาก Reactor ไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อมูลล่าสุดของ International Atomic Energy Agency หรือ IAEA ระบุว่า SMR Catalogue 2024 มี 68 แบบที่อยู่ในกลุ่ม Active Designs ขณะที่ Catalogue ฉบับละเอียดรวบรวมเทคโนโลยีไว้หลายกลุ่ม ทั้ง Land-Based และ Marine-Based Water-Cooled Reactor, High-Temperature Gas-Cooled Reactor, Fast-Neutron Reactor, Molten Salt Reactor และ Microreactor (IAEA Conferences)
ดังนั้นคำถามว่า “SMR มีกี่แบบ?” จึงตอบได้สองระดับ หากนับ Design มีหลายสิบแบบ แต่หากแบ่งตาม Technology Family เราสามารถมองเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ประมาณ 5–6 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 Water-Cooled SMR: เทคโนโลยีที่ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปัจจุบันที่สุด
กลุ่มแรกและมีความพร้อมทางเทคโนโลยีสูงที่สุดคือ Water-Cooled SMR ซึ่งใช้ “น้ำ” เป็นสารหล่อเย็นเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ที่เดินเครื่องอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน
ภายในกลุ่มนี้ยังแบ่งได้อีกหลายรูปแบบ เช่น Pressurized Water Reactor หรือ PWR, Boiling Water Reactor หรือ BWR รวมถึง Integral PWR หรือ iPWR
ข้อได้เปรียบสำคัญคือโลกมีประสบการณ์กับ Light-Water Reactor มานานหลายสิบปี ทั้งด้านเชื้อเพลิง วัสดุ การเดินเครื่อง การบำรุงรักษา Supply Chain และระบบกำกับดูแล
ดังนั้นแทนที่จะสร้าง Nuclear Technology ใหม่ทั้งหมด ผู้พัฒนา SMR กลุ่มนี้นำเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์อยู่แล้วมาลดขนาด รวมอุปกรณ์เข้าด้วยกัน และเพิ่ม Passive Safety
ตัวอย่างเช่น NuScale US460 เป็น Light-Water SMR แบบ PWR มีขนาด 77 MWe ต่อ Module และโรงไฟฟ้าหนึ่งชุดสามารถมี 6 Modules รวมประมาณ 462 MWe โดย U.S. Nuclear Regulatory Commission หรือ NRC ออก Standard Design Approval ให้ในเดือนพฤษภาคม 2025 (NRC)
จุดน่าสนใจคือ NuScale ใช้ Natural Circulation และกระบวนการ Passive เช่น Convection และ Gravity เป็นส่วนหนึ่งของการเดินระบบและ Safety Features โดย Reactor Module ถูกติดตั้งบางส่วนอยู่ภายใน Safety-Related Pool ใต้ระดับพื้นดิน (NRC)
อีกตัวอย่างคือ BWRX-300 ของ GE Vernova Hitachi Nuclear Energy ซึ่งเป็น Water-Cooled Natural-Circulation SMR ขนาดประมาณ 300 MWe และพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยี BWR โดย NRC ระบุว่าแบบดังกล่าวใช้ Passive Safety Systems ด้วย (NRC)
ดังนั้นหากถามว่า SMR กลุ่มใดมีเส้นทางสั้นที่สุดจากเทคโนโลยี Nuclear Power ปัจจุบันไปสู่ SMR คำตอบหนึ่งที่ชัดเจนคือ Light-Water SMR
แต่โลกไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้
กลุ่มที่ 2 High-Temperature Gas-Cooled Reactor: เปลี่ยนจาก “น้ำ” เป็น “ฮีเลียม”
ถ้าเราต้องการให้ Reactor ทำงานที่อุณหภูมิสูงขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเปลี่ยน Coolant
นี่นำไปสู่ High-Temperature Gas-Cooled Reactor หรือ HTGR
แทนที่จะใช้น้ำ HTGR โดยทั่วไปใช้ Helium Gas เป็นสารหล่อเย็น
Helium มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ เพราะเป็นก๊าซเฉื่อยทางเคมีและสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ โดย U.S. Department of Energy อธิบายว่า HTGR สามารถผลิตความร้อนในช่วงประมาณ 750°C ซึ่งสูงกว่า Light-Water Reactor อย่างมาก (The Department of Energy’s Energy.gov)
อุณหภูมิที่สูงขึ้นเปิดประตูใหม่ให้ Nuclear Energy เพราะพลังงานจาก Reactor ไม่จำเป็นต้องนำไปผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำความร้อนไปใช้กับ Hydrogen Production, Petrochemical, Refinery, Fertilizer, Industrial Steam และ Process Heat ได้ด้วย (The Department of Energy’s Energy.gov)
ดังนั้น HTGR จึงน่าสนใจมากสำหรับประเทศที่ต้องการ Decarbonize ไม่ใช่เฉพาะภาคไฟฟ้า แต่รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย
อีกหัวใจสำคัญคือเชื้อเพลิง
HTGR หลายแบบใช้เชื้อเพลิงที่เรียกว่า TRISO — TRi-structural ISOtropic Fuel
แทนที่จะมี Fuel Pellet แบบ UO₂ ขนาดใหญ่บรรจุอยู่ใน Fuel Rod เหมือน PWR เชื้อเพลิง TRISO ประกอบด้วยอนุภาคเชื้อเพลิงขนาดเล็กมาก ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุหลายชั้น รวมถึง Ceramic Materials ที่ช่วยกัก Fission Products
DOE เปรียบอนุภาค TRISO ว่ามีขนาดประมาณเมล็ด Poppy Seed และสามารถนำไปประกอบเป็น Fuel Compact หรือ Fuel Pebble ได้ ขึ้นกับ Reactor Design (The Department of Energy’s Energy.gov)
จึงเกิด HTGR สอง Architecture สำคัญคือ Prismatic Core ซึ่งใช้ Graphite Block และ Pebble-Bed Reactor ซึ่งใช้เชื้อเพลิงเป็นเม็ดทรงกลมจำนวนมาก
เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดบนกระดาษ เพราะจีนมี HTR-PM ซึ่งเป็น High-Temperature Gas-Cooled Reactor แบบ Pebble-Bed และได้เชื่อมต่อกับ Grid แล้ว ขณะที่ IAEA จัด HTGR เป็นหนึ่งในสายเทคโนโลยี SMR สำคัญของโลก (Aris)
กลุ่มที่ 3 Fast Reactor: เปลี่ยนทั้ง Coolant และพฤติกรรมของ Neutron
อีกโลกหนึ่งของ SMR คือ Fast-Neutron Reactor
Light-Water Reactor และ HTGR หลายแบบใช้ Moderator ช่วยลดพลังงานของ Neutron ให้กลายเป็น Thermal Neutron แต่ Fast Reactor เลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คือรักษา Neutron ให้มีพลังงานสูง จึงเกิด Reactor Physics และ Fuel Cycle ที่แตกต่างออกไป
สารหล่อเย็นที่ใช้ก็แตกต่างจาก LWR โดยสามารถเป็น Liquid Sodium, Lead, Lead-Bismuth หรือ Gas ขึ้นอยู่กับ Design
ตัวอย่างที่รู้จักกันมากคือ Sodium-Cooled Fast Reactor หรือ SFR
Liquid Sodium สามารถนำความร้อนได้ดี และระบบสามารถทำงานที่อุณหภูมิสูงโดยไม่ต้องใช้ความดันระดับเดียวกับ PWR เนื่องจาก Sodium มีจุดเดือดสูง
แต่ก็มีความท้าทายสำคัญ เพราะ Sodium ทำปฏิกิริยากับน้ำและอากาศได้ จึงต้องออกแบบระบบ Heat Transfer และ Safety อย่างระมัดระวัง
อีกสายคือ Lead-Cooled Fast Reactor หรือ LFR ซึ่งใช้ Lead หรือ Lead-Based Coolant
IAEA ระบุว่าใน SMR Catalogue 2024 มี Fast-Neutron-Spectrum SMR 10 Designs ครอบคลุม Coolant หลายแบบ ตั้งแต่ Sodium และ Heavy Liquid Metal ไปจนถึง Helium (IAEA Conferences)
ข้อได้เปรียบที่น่าสนใจของ Fast Reactor อยู่ที่ความยืดหยุ่นด้าน Fuel Cycle และความสามารถในการใช้เชื้อเพลิงแตกต่างจาก LWR ทั่วไป
ดังนั้นหาก Light-Water SMR คือการ “ย่อและปรับปรุง Nuclear Technology ที่เรามีอยู่แล้ว” Fast Reactor คือความพยายามที่จะเปลี่ยน Nuclear Fuel Utilization ไปอีกระดับหนึ่ง
กลุ่มที่ 4 Molten Salt Reactor: เมื่อ “เกลือหลอมเหลว” เข้ามาแทนน้ำ
หนึ่งใน Advanced Reactor ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ Molten Salt Reactor หรือ MSR
คำว่า Molten Salt ไม่ได้หมายถึงเกลือแกง แต่หมายถึงสารประกอบเกลือ เช่น Fluoride หรือ Chloride Salt ที่อยู่ในสถานะหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง
จุดสำคัญคือ Molten Salt Reactor ไม่ได้มี Architecture แบบเดียว
บางแบบใช้ Solid Fuel แล้วใช้ Molten Salt เป็น Coolant แต่อีกกลุ่มหนึ่งนำ Fissile Material ผสมหรือละลายอยู่ใน Molten Salt ทำให้เชื้อเพลิงสามารถอยู่ในรูปของเหลวและไหลเวียนไปพร้อมกับ Salt ได้ DOE อธิบายถึงทั้งสองแนวทางนี้เช่นกัน (The Department of Energy’s Energy.gov)
นี่คือความแตกต่างจาก Reactor ที่เราคุ้นเคยอย่างมาก
ใน PWR เรามี Fuel Pellet อยู่ใน Fuel Rod และมีน้ำไหลผ่านเพื่อรับความร้อน แต่ใน Liquid-Fuel Molten Salt Reactor แนวคิดอาจกลายเป็น Fuel + Coolant → อยู่ในระบบของเหลวเดียวกัน
ข้อได้เปรียบประการหนึ่งคือ Molten Salt สามารถทำงานที่อุณหภูมิสูงแต่มี Operating Pressure ต่ำกว่า Water-Cooled Reactor ที่ต้องรักษาน้ำไม่ให้เดือดภายใต้สภาวะ PWR
IAEA ระบุว่า Molten Salt SMR มีศักยภาพจากระบบ Coolant แบบ Single Phase และ Low Pressure รวมถึงอุณหภูมิสูงซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความยืดหยุ่นด้าน Fuel Cycle โดย Catalogue 2024 รวบรวม Molten Salt SMR ไว้ 12 Designs (IAEA Conferences)
แต่ MSR ก็มีโจทย์วิศวกรรมที่ท้าทายมากเช่นกัน
โดยเฉพาะ Materials Compatibility, Corrosion, Chemistry Control, Fuel Qualification, Inspection, Maintenance และ Waste Management
ดังนั้นคำว่า Advanced ไม่ได้หมายความว่า “ดีกว่าทุกด้าน” แต่หมายถึงการแลกข้อได้เปรียบบางประการกับโจทย์ทางวิศวกรรมชุดใหม่
กลุ่มที่ 5 Microreactor: เล็กกว่า SMR ลงไปอีก
ปลายอีกด้านหนึ่งของ Spectrum คือ Microreactor
หาก SMR อยู่ในระดับหลายสิบถึงประมาณ 300 MWe Microreactor อาจเล็กลงไปถึงระดับไม่กี่ MW
IAEA ระบุว่า Microreactor โดยทั่วไปในกลุ่มที่กำลังพัฒนามุ่งผลิตไฟฟ้าระดับประมาณไม่เกิน 10 MWe และอาจเหมาะกับตลาดเฉพาะ เช่น พื้นที่ห่างไกล เหมือง อุตสาหกรรม หรือพื้นที่ซึ่งปัจจุบันพึ่งพา Diesel Generator (IAEA Conferences)
Microreactor จึงมีแนวคิดต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่โดยสิ้นเชิง
เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการป้อนไฟฟ้าหลายพัน MW เข้าสู่ National Grid แต่สามารถเป็น Distributed Nuclear Energy สำหรับพื้นที่เฉพาะแห่ง
Microreactor เองก็ไม่ใช่ Reactor Technology ชนิดเดียว เพราะสามารถใช้ Heat Pipe, Gas Cooling หรือ Advanced Fuel และ Coolant รูปแบบต่าง ๆ ได้
ดังนั้นคำว่า Microreactor บอก “ขนาดและการประยุกต์ใช้งาน” มากกว่าจะบอกว่า Reactor ใช้ Nuclear Technology แบบใด
ทำไมต้องมี SMR หลายเทคโนโลยี?
เหตุผลสำคัญคือ ไม่มี Reactor แบบใดเหมาะกับทุกงาน
ถ้าเป้าหมายคือผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ Grid และต้องการใช้ Supply Chain ที่ใกล้เคียง Nuclear Industry ปัจจุบัน Light-Water SMR มีข้อได้เปรียบจากประสบการณ์เดิม
ถ้าต้องการทั้งไฟฟ้าและความร้อนอุณหภูมิสูงสำหรับ Hydrogen, Petrochemical หรืออุตสาหกรรม HTGR อาจมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ
หากต้องการเปลี่ยนวิธีใช้ Nuclear Fuel และพัฒนา Fuel Cycle ขั้นสูง Fast Reactor เปิดความเป็นไปได้อีกชุดหนึ่ง
หากต้องการระบบอุณหภูมิสูงและแรงดันต่ำ พร้อมแนวคิด Fuel Cycle รูปแบบใหม่ Molten Salt Reactor เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง และถ้าต้องการพลังงานเพียงไม่กี่ MW สำหรับพื้นที่ห่างไกล เหมือง หรือ Critical Infrastructure ขนาดเล็ก Microreactor อาจเหมาะกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดหลายร้อย MW
ดังนั้น การถามว่า “SMR แบบไหนดีที่สุด?” อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง
คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ “เราต้องการพลังงานไปทำอะไร?” จากผลิตไฟฟ้า สู่ Nuclear Energy Hub
ความแตกต่างด้านอุณหภูมิของ Reactor แต่ละประเภทมีความสำคัญอย่างมากต่ออนาคตของ Nuclear Energy
Light-Water Reactor เหมาะกับการผลิตไฟฟ้าและความร้อนในระดับหนึ่ง แต่เมื่อขยับไปสู่ HTGR หรือ Advanced Reactor ที่มี Outlet Temperature สูงขึ้น สิ่งที่ออกมาจากโรงไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องมีเพียง Electricity แต่สามารถมี Electricity + Steam + Industrial Heat + Hydrogen + Desalination
อยู่ใน Energy Hub เดียวกัน
DOE ระบุว่า Advanced SMR สามารถนำไปใช้ได้ทั้งการผลิตไฟฟ้า Process Heat และ Desalination ขณะที่ HTGR สามารถให้ความร้อนประมาณ 750°C สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและการผลิต Hydrogen (The Department of Energy’s Energy.gov)
นี่ทำให้คำว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” อาจแคบเกินไปสำหรับ Reactor Generation ใหม่ เพราะในอนาคตเราอาจต้องเรียกมันว่า Nuclear Energy System มากกว่า Nuclear Power Plant
แล้วเทคโนโลยีไหนเหมาะกับ AI Data Center?
เมื่อ AI Data Center ขยายตัวจากระดับหลายสิบ MW ไปสู่หลายร้อย MW และอาจถึงระดับ GW ความต้องการ Clean Firm Power จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในมุมนี้ Light-Water SMR มีความน่าสนใจจากความใกล้เคียงกับ Reactor Technology ที่มีประสบการณ์ใช้งานอยู่แล้ว
BWRX-300 ขนาดประมาณ 300 MWe หรือโรงไฟฟ้าแบบ Multi-Module สามารถนำมาคิดในลักษณะ Modular Capacity Expansion ได้ กล่าวคือ Data Center Campus เติบโตขึ้น ก็เพิ่ม Reactor Module ตาม Load Growth ได้ในหลักการ
แต่ HTGR เปิดโจทย์ที่น่าสนใจกว่าเรื่องไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะ Data Center ไม่ได้มีเพียงความต้องการไฟฟ้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Industrial Ecosystem ที่อาจอยู่ร่วมกับ Hydrogen Production, Synthetic Fuel, Semiconductor หรือโรงงานอุตสาหกรรมอื่น การมีทั้ง Electricity และ High-Temperature Heat จึงสร้างแนวคิดของ Integrated Energy Campus ได้
ขณะที่ Microreactor อาจมีบทบาทแตกต่างออกไป เช่น Critical Infrastructure หรือพื้นที่ที่ Grid อ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม ไม่มี Reactor ใดควรถูกจับคู่กับ Data Center จากขนาด MW เพียงตัวเดียว เพราะยังต้องพิจารณา Reliability, Grid Architecture, Load Following, Refueling Strategy, Fuel Supply, Emergency Planning, Security, Water Availability, Waste Management, Economics และ Regulatory Framework
สำหรับประเทศไทย ไม่ควรถามเพียงว่า “จะซื้อ SMR ค่ายไหน?”
หากวันหนึ่งประเทศไทยพิจารณา SMR เพื่อรองรับ AI Data Center, EEC และอุตสาหกรรมพลังงานสูง คำถามแรกจึงไม่ควรเป็นเพียงว่าจะซื้อ Reactor จากสหรัฐฯ จีน รัสเซีย เกาหลี หรือยุโรป
แต่ควรถามก่อนว่า ประเทศไทยต้องการ Electricity อย่างเดียว หรือ Electricity + Industrial Heat?
ต้องการ Reactor ขนาดเท่าใด?
ต้องการใช้ Fuel ที่มี Supply Chain แบบใด?
เทคโนโลยีนั้นใช้ LEU หรือจำเป็นต้องใช้ HALEU?
ต้องใช้น้ำมากน้อยเพียงใด?
Spent Fuel มีลักษณะอย่างไร?
มี Commercial Operating Experience มากเพียงใด?
หน่วยงานกำกับดูแลของไทยพร้อมประเมินเทคโนโลยีนั้นหรือไม่?
และที่สำคัญคือ Technology Readiness ของแต่ละแบบอยู่ตรงไหน
เพราะแม้ทั้งหมดจะถูกเรียกว่า SMR เหมือนกัน แต่ความพร้อมทางเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน
IAEA ระบุว่า SMR มีทั้งแบบที่ใช้งานจริงแล้ว แบบอยู่ระหว่างก่อสร้าง แบบอยู่ใน Licensing Process และแบบที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา และยังมีประเด็นที่ต้องทำงานต่อทั้ง Fuel Supply, Back-End Fuel Cycle, Codes and Standards, Manufacturing และ Regulatory Framework (IAEA Publications)
ดังนั้นประเทศไทยไม่ควรเลือก SMR จากคำว่า “Advanced” หรือ “Generation ใหม่” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้ง Technology + Fuel + Safety + Supply Chain + Regulation + Waste + Economics เป็นระบบเดียวกันSMR จึงไม่ใช่ Reactor เครื่องเดียว แต่คือการแข่งขันหลายเส้นทางเทคโนโลยี
หากย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการ Nuclear Power ในอดีต โลกประสบความสำเร็จอย่างมากกับ Water-Cooled Reactor จน PWR และ BWR กลายเป็นเทคโนโลยีหลักของอุตสาหกรรม
แต่การเกิดขึ้นของ SMR กำลังเปิดการแข่งขันรอบใหม่
เส้นทางแรกคือ ทำ Light-Water Reactor ให้เล็กลง ง่ายขึ้น และ Modular มากขึ้น
เส้นทางที่สองคือ เปลี่ยนจากน้ำเป็น Helium เพื่อไปสู่อุณหภูมิสูง
เส้นทางที่สามคือ เปลี่ยนไปใช้ Fast Neutron และ Liquid Metal
เส้นทางที่สี่คือ ใช้ Molten Salt เพื่อสร้าง Reactor Architecture และ Fuel Cycle รูปแบบใหม่
และอีกเส้นทางคือ ย่อ Reactor ลงไปถึงระดับ Microreactor เพื่อเปลี่ยน Nuclear Power จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้กลายเป็น Distributed Energy Source
นี่คือเหตุผลที่การพูดว่า “ประเทศไทยควรใช้ SMR” ยังไม่เพียงพอ เพราะคำถามต่อไปที่สำคัญกว่าคือ “SMR เทคโนโลยีไหน?”
และเมื่อ AI Data Center กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการไฟฟ้าของโลก คำถามดังกล่าวจะยิ่งสำคัญขึ้น เพราะ Reactor ที่เหมาะกับการผลิตไฟฟ้า 300 MW เข้าสู่ Grid อาจไม่ใช่ Reactor แบบเดียวกับที่เหมาะกับการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับ Hydrogen หรือ Process Heat และอาจไม่ใช่ Reactor แบบเดียวกับที่เหมาะสำหรับพื้นที่ห่างไกล
อนาคตของ Nuclear Power จึงอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงเทคโนโลยีเดียว แต่อาจเป็นโลกที่ Light-Water SMR, High-Temperature Gas Reactor, Fast Reactor, Molten Salt Reactor และ Microreactor ทำหน้าที่แตกต่างกันในระบบพลังงาน
และสำหรับประเทศไทย การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ จะมีความสำคัญอย่างมากก่อนที่เราจะตอบคำถามใหญ่ในอนาคตว่า
SMR แบบใดเหมาะกับระบบไฟฟ้า อุตสาหกรรม และ AI Economy ของประเทศไทยมากที่สุด







