thansettakij
thansettakij
จับตาหมากกระดานใหม่ในอินโด-แปซิฟิก ผ่านข้อตกลงความร่วมมือ RELOS

จับตาหมากกระดานใหม่ในอินโด-แปซิฟิก ผ่านข้อตกลงความร่วมมือ RELOS

19 ก.ค. 69 | 21:30 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 13:35 น.

จับตาหมากกระดานใหม่ในอินโด-แปซิฟิก ผ่านข้อตกลงความร่วมมือ RELOS คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดยดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

ท่ามกลางกระแสธารความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ สงครามภูมิภาคเกิดขึ้นหลายจุดในโลกนี้ การขยายอิทธิพลของยักษ์รัสเซีย เป็นเรื่องที่เราต้องจับตามอง ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกหรือเอเชียแปซิฟิก ได้กลายเป็นสมรภูมิหลักที่มหาอำนาจ ต่างพยายามเข้ามาขยายอิทธิพลและปักหมุดยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไม่ลดละ

แต่ภาพจำเดิม ๆ ที่เรามักเห็นเพียงแค่การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กำลังถูกท้าทายด้วยตัวแปรใหม่ที่น่าจับตา นั่นคือ “ยุทธศาสตร์มุ่งสู่ตะวันออก” (Turn to the East) ของรัสเซีย และเกมการทูตที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนสูงสุดของอินเดีย ซึ่งกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงหน้าบ้านของไทยเราอย่าง “โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” ก็เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญเช่นกัน

วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกยุทธศาสตร์ว่าด้วยความร่วมมือ RELOS เกมสามเส้าของมหาอำนาจรัสเซีย-จีน-อินเดีย และผลกระทบได้-เสียที่ประเทศไทยต้องเผชิญในอนาคตอันไม่ไกลนี้ครับ

ความร่วมมือ RELOS หรือ Reciprocal Exchange of Logistics Agreement ในสายตาของคนทั่วไป อาจฟังดูเหมือนข้อตกลงด้านการขนส่งหรือโลจิสติกส์ แต่ในทางยุทธศาสตร์ทหาร นี่คือข้อตกลงความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุงทางทหารร่วมกันระหว่าง อินเดียและรัสเซีย ที่มีผลบังคับใช้และปฏิบัติการจริงอย่างเป็นรูปธรรม

หากเราดูไส้ในของข้อตกลง RELOS จะเห็นว่านี่เป็นการเปิดประตูให้กองทัพของทั้งสองประเทศ สามารถเข้าใช้โครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอีกฝ่ายได้อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบิน หรือฐานทัพ เพื่อทำการจอดพัก เติมน้ำมัน ซ่อมแซม และบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ โดยมีการกำหนดกรอบโควตาการใช้งานที่ชัดเจน เช่น อนุญาตให้เรือรบสูงสุด 5 ลำ เครื่องบินทหาร 10 เครื่อง และกำลังพลสูงสุด 3,000 นาย เข้าใช้งานพื้นที่ของอีกฝ่ายได้พร้อมกัน เป็นต้น

 

ความสำคัญของ RELOS ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกทางการทหาร แต่คือการที่รัสเซียสามารถใช้ข้อตกลงนี้เป็น “ตั๋วผ่านทาง” ในการนำกองทัพเรือและอากาศยานทางทหาร ล่องใต้ลงมาปักหมุดในน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมีอินเดียเป็นผู้เปิดประตูให้นั่นเอง

ในขณะที่อิทธิพลของโลกตะวันตก ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา เลือกใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) และโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารเมียนมาจากการเมืองโลก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “ช่องว่างทางอำนาจ” (Power Vacuum) ที่เปิดโอกาสให้มหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างจีนและรัสเซีย เข้ามาช้อนซื้ออิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ใน “ราคาที่ถูกมาก” (High Leverage but Low Cost)

ในขณะที่รัฐบาลเมียนมาที่กำลังเผชิญวิกฤตความขัดแย้งภายในประเทศ และถูกตัดขาดจากระบบการเงินสากล อยู่ในสภาวะหลังพิงฝาและยากจะปฏิเสธได้ เมื่อจีนและรัสเซียยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยรัสเซียที่เข้ามาด้วยการทำตัวเป็นผู้จัดหาอาวุธ เทคโนโลยีทางทหาร และพลังงานรายใหญ่ให้กับเมียนมา แลกกับการได้พันธมิตรที่ใจดีในอุษาคเนย์ และสิทธิในการเข้าถึงน่านน้ำทะเลอันดามัน

ในขณะเดียวกันยักษ์ใหญ่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ใช้โอกาสนี้เร่งเครื่องโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) และท่าเรือน้ำลึกจ๊อกพยู (Kyaukphyu)” เพื่อสร้างทางลัดหรือยุทธศาสตร์ทางทะเลทะลุเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย เพื่อแก้ไขจุดอ่อนเรื่องการพึ่งพาช่องแคบมะละกา (Malacca Dilemma)

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัสเซียจะดูเหมือนเป็นพันธมิตรที่แนบแน่น (No-limits partnership) แต่ในเวทีเมียนมา ทั้งสองประเทศกลับดูคล้ายจะมีความหวาดระแวงกันเองอยู่ลึก ๆ เพราะจีนเขามองประเทศเมียนมาเป็นหลังบ้านที่ตนควรควบคุมเบ็ดเสร็จ การที่รัสเซียขนอาวุธและเข้ามามีบทบาททางทหารใกล้ชายแดนใต้ของจีน จึงเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้จีนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเช่นกัน

ในสมการที่ซับซ้อนนี้ เราต้องกลับมามอง “แขกอินเดีย” ที่กำลังแสดงบทบาทเป็น “ตาอยู่” หรือนักฉวยโอกาสทางการทูต (Transactional Diplomacy) อย่างเหนือชั้น เพราะเราต้องไม่ลืมว่า อินเดียคือสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม Quad หรือกลุ่มความร่วมของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการคานอำนาจสาธารณรัฐประชาชนจีนในอินโด-แปซิฟิก แทนที่อินเดียจะเลือกข้างสหรัฐฯ แบบ 100% อินเดียกลับเดินเกมสองหน้าอย่างเยือกเย็น ต้องบอกว่านี่คืออินเดียขนานแท้ครับ

การที่อินเดียเปิดใช้กรอบ RELOS กับรัสเซีย และยังคงซื้อน้ำมันรวมถึงอาวุธจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง คือการส่งสัญญาณเตือนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า หากจีนคิดจะใช้เมียนมาเป็นฐานทัพเพื่อล้อมกรอบอินเดีย อินเดียก็พร้อมจะดึงรัสเซีย ซึ่งเป็นมหามิตรที่จีนเกรงใจที่สุด ลงมาปักหมุดในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อค้ำคอจีนไว้เช่นกัน

เกมนี้อินเดียแทบไม่มีอะไรจะเสียเลย เพราะสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ที่คาดเดาใจได้ยาก อีกทั้งยังเน้นผลประโยชน์อเมริกามาก่อน แต่ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุด สหรัฐฯก็จำเป็นต้องยอมหลับตาข้างหนึ่ง ให้กับการกระทำของอินเดีย เพราะสหรัฐฯไม่อาจสูญเสียอินเดีย ในฐานะหมากตัวสำคัญที่จะใช้คานอำนาจจีนไปได้ครับ

เรามาดูจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะจากโครงการทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก ให้กลายเป็นศูนย์กลางความมั่นคงระดับโลก นั่นคือ “โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” ในเมียนมา หลังจากที่โครงการนี้ถูกพับเก็บไป เนื่องจากปัญหาสถานการณ์ในเมียนมาและปัญหาของผู้ประกอบการไทย ล่าสุดรัสเซียได้รุกคืบเข้ามาเจรจา และลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อชุบชีวิตทวายขึ้นมาใหม่ โดยวางแผนพัฒนาทั้งโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ำมัน และท่าเรือน้ำลึก

เมื่อเรานำภาพของทวาย มาผูกรวมกับข้อตกลง RELOS ของรัสเซียมีกับอินเดีย ทวายจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ท่าเรือพาณิชย์อีกต่อไป แต่มันมีศักยภาพที่อาจจะกลายเป็น “จุดส่งกำลังบำรุงทางเรือและฐานทัพลับ ๆ” ของรัสเซียในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ของประเทศไทยเพียงแค่ประมาณ 130 กิโลเมตรเท่านั้น!

จะเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านของทวาย ให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของรัสเซีย ส่งผลให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่ต้องแบกรับทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ และภัยคุกคามทางความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ หากเราจะมาวิเคราะห์ถึงจุดได้-จุดเสียของการมาครั้งนี้ของรัสเซีย ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ไทยเราต้องจับตาดูอย่างไม่กระพริบเลยละครับ

เรามาดูจุดเสียก่อนนะครับ การมาครั้งนี้ อาจจะกำลังสร้างสมรภูมิที่มาประชิดบ้านเรา ที่แนวชายแดนฝั่งตะวันตกของเราอาจจะกลายเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูงสุด เพราะหากพื้นที่รอบทวายเกิดการปะทะกันรุนแรงระหว่างกองทัพเมียนมาที่หนุนโดยรัสเซีย กับกลุ่มต่อต้าน ผลกระทบเรื่องผู้อพยพและการสู้รบที่ทะลักข้ามแดนจะเกิดขึ้นทันที

อีกหนึ่งเรื่องคือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูต (Strategic Dilemma) เพราะหากสหรัฐฯ เพ่งเล็งว่า ทวายคือฐานอิทธิพลทางทหารของขั้วตรงข้าม ไทยอาจได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ระงับความร่วมมือหรือจำกัดการผ่านแดน ซึ่งจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับทุก ๆ ฝ่ายได้เลยครับ

ในส่วน “จุดได้” ดูบ้าง เราอาจจะได้แลนด์บริดจ์ธรรมชาติ ที่ไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว เพราะถ้าหากทวายสามารถเปิดใช้งานได้จริง สินค้าของไทยจะสามารถวิ่งผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ทะลุออกท่าเรือทวาย เพื่อดิ่งตรงไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้ทันที โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา ซึ่งถือเป็นทางลัดโลจิสติกส์ที่มีมูลค่ามหาศาล และเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงครับ ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการเข้าถึงแหล่งพลังงาน และ LNG ราคาถูกที่จะถูกนำเข้ามาพัฒนาในนิคมอุตสาหกรรมทวาย ผ่านการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนนั่นเองครับ

ต้องพูดว่าในเกมกระดานนี้ ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะผู้คุมเกมหรือผู้กำหนดทิศทาง แต่เราเป็น “ผู้รับผลกระทบโดยตรง” จากการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจ ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลไทย การเลิกมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบมิติเดียว ถึงเวลาที่ประเทศไทยเรา จำเป็นต้องใช้นโยบาย “การทูตแบบไผ่ลู่ลมที่มียุทธศาสตร์” (Strategic Bamboo Diplomacy) ในทางเศรษฐกิจ

เราต้องพร้อมเปิดประตูรับผลประโยชน์ จากการเชื่อมต่อโลจิสติกส์และการขนส่ง แต่ในทางความมั่นคงและการทหาร รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่เป็นกลาง และแข็งแกร่งอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสมรภูมิน้ำลึกที่ทวาย กระดานหมากอินโด-แปซิฟิกกำลังเดินมาถึงจุดที่น่ากลัวและน่าตื่นเต้นที่สุด และประเทศไทย...กำลังนั่งอยู่ติดกับขอบสนามชิ้นสำคัญชิ้นนี้ครับ