thansettakij
thansettakij
เร่งภูมิคุ้มกันจากภายใน เศรษฐกิจไทย “ไม่วิกฤต”

เร่งภูมิคุ้มกันจากภายใน เศรษฐกิจไทย “ไม่วิกฤต”

13 ม.ค. 67 | 00:30 น.

เร่งภูมิคุ้มกันจากภายใน เศรษฐกิจไทย “ไม่วิกฤต” บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3957

ความสุขปีใหม่เริ่มจางหาย ความทุกข์ใจเริ่มเข้ามาแทนที่ หลังภาระต่างๆ เริ่มพัดผ่านเข้ามา ไม่ว่า ค่าไฟฟ้างวดใหม่ (ม.ค.-เม.ย. 2567) ที่เคาะแล้วที่ 4.18 บาทต่อหน่วย จากงวดก่อนอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย

ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีหนี้ส่วนบุคคล หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ภาระจ่ายค่าแชร์ ค่าหวยใต้ดิน และหนี้จิปาถะ ที่เป็นความจริงของชีวิตที่ต้องจ่าย สวนทางกับรายได้ที่มีเท่าเดิม หรือลดลง ครั้นจะไปหวังเงินดิจิทัล 10,000 บาท ของภาครัฐก็ยังต้องลุ้นว่าจะได้หรือไม่ และได้เมื่อไหร่

ส่วนผู้ประกอบการภาคเอกชน ยังมีความกังวลต่อต้นทุนที่จะปรับเพิ่มขึ้น ทั้งจากค่าจ้างขั้นตํ่าที่เพิ่มอีก 6-12 บาททั่วประเทศ จากค่าไฟฟ้าที่ต้องแบกเพิ่ม และต้องคอยลุ้นกันอีกทุก 4 เดือน ภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในอัตราสูง สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักตีตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และมาแย่งแชร์ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ส่วนภาคการส่งออกที่ปี 2566 ที่ผ่านมา คาดอยู่ในภาวะติดลบแน่ๆ ไม่ตํ่ากว่า -1% ขึ้นศักราชใหม่ภาคการส่งออกก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่อง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามอิสราเอล-ฮามาสขยายวง กลุ่มฮูตีพันธมิตรของฮามาส ประกาศจะยังโจมตีเรือสินค้าที่ผ่านทะเลแดง กระทบส่งออกไทยไปตะวันออกกลาง และยุโรป ต้องแบกค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น จากเรือต้องวิ่งอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกาใต้ ส่งผลให้สินค้าที่ไปถึงมือลูกค้าในยุโรปมีราคาที่สูงขึ้นมาก กระทบออเดอร์ลดลง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน ความขัดแย้งเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ ที่สุ่มเสี่ยงมีไฟสงครามเกิดขึ้น รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้ หาก โดนัลด์ ทรัมป์ได้คัมแบ็กกลับมา ก็มีความเสี่ยงสงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยีสหรัฐ-จีนรอบใหม่จะเกิดขึ้นได้อีก และจะส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก

ดังนั้น จากปัจจัยลบทั้งในและนอกประเทศที่ยังมีอยู่มาก รัฐบาลคงต้องใช้สรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ ในการผลักดันปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังมีศักยภาพอยู่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว ที่มีเป้าหมายดึงต่างชาติเที่ยวไทย ปีนี้ 33-34 ล้านคน

 

การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ 11 สาขา การสานต่อความสัมพันธ์ที่ฟื้นคืนมาของไทย-ซาอุฯ ในการขยายตลาดการค้า การสร้างความชัดเจนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อดึงการลงทุน และใช้ประโยชน์จากที่ดิน ส.ป.ก. 22 ล้านไร่ ที่รัฐบาลจะคิกออฟแจกเป็นโฉนด 15 ม.ค.นี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจได้มากขึ้น นอกเหนือจากการทำเกษตรกรรม

รวมถึงการผลักดัน 10 จังหวัดให้เป็นเมืองหลัก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มและลดความเหลื่อมลํ้า การผลักดันเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นทิศทางใหม่ของโลก การดึงค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จากต่างประเทศ ทั้งจากจีน ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น มาตั้งฐานในไทย เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ ที่ต้องเร่งมือรวมถึงต้องออกมาตรการใหม่ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ไม่ว่าดอกเบี้ยจะขึ้น เงินเฟ้อจะพุ่ง ค่าไฟ ค่าพลังงานจะแพง ราคาสินค้าจะขึ้น หากประชาชนคนไทยมีรายได้เพิ่ม และมีกำลังซื้อมากขึ้นจากทุกโครงการ/มาตรการของรัฐที่กล่าวมา แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ประเทศไทยจะมีภูมิคุ้มกันจากภายในและไปต่อได้อย่างแน่นอน