
หอธรรม ตากธรรม
“หอธรรม ตากธรรม” จากใบลานสู่หอไตร มรดกภูมิปัญญาล้านนา คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- หอไตร/หอธรรมคือพื้นที่อนุรักษ์พระธรรมและภูมิปัญญา สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎก คัมภีร์ใบลาน และองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้พ้นจากความชื้น แมลง และภัยธรรมชาติ สะท้อนภูมิปัญญาการอนุรักษ์ของคนโบราณ
- หอไตรเป็นศูนย์รวมความเชื่อ ศิลปะ และสถาปัตยกรรมล้านนา ไม่ได้มีสถานะเพียงห้องสมุด แต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แทนพระธรรม และบางแห่งยังประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ด้วย อีกทั้งเป็นผลงานรวมฝีมือช่างล้านนาหลายแขนง จึงมีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรม
- การอนุรักษ์หอไตรคือการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน พระสงฆ์และชาวบ้านมีบทบาทร่วมกันในการดูแลคัมภีร์และอาคาร ผ่านประเพณีสำคัญ เช่น การตากธรรมและการเทศน์มหาชาติ ทำให้หอไตรยังเป็นสัญลักษณ์ของการรักษาความรู้และศรัทธาจากอดีตสู่ปัจจุบัน
รอบสัปดาห์นี้ปัญหาฟ้าถล่มดินทะลายสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนกันไปหมดทั้งในเขตเมืองหลวงเมืองบริวารไปจนถึงขั้นเมืองชายแดน ขนาดจังหวัดตากที่ไม่เคยมีน้ำท่วมก็เกิดเหตุถึงขั้นสะพานหัก กำแพงเพชรนครชุมจมน้ำยังไม่นับฝ่ายแม่กลอง ฝ่ายกาญจนบุรีที่สถานการณ์วิกฤตพอกันกับลาดกระบัง และคลองจั่น ในกรุงเทพมหานคร
น้ำมาครั้งนี้มีแต่พาความเศร้าใจ มายังกลุ่มผู้วิญญูชนคนรักหนังสือท่านอาจารย์ภาษาฝรั่งเศสที่เก็บสะสมหนังสือฝรั่งเศสไว้เยอะแยะ เข้าสู่วัยชราปัญหาการขนย้ายกระทำทันทีไม่ได้ทันต้องสูญเสียของรักไปทั้งหมดยังไม่นับฝ่ายเด็กๆที่กำลังเตรียมพอร์ตฟอลิโอความถนัดทางสถาปัตย์สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยรวมกลุ่มกันใช้สถานที่ตามเวิร์กช็อปเก็บงานไว้ น้ำมาทีก็สูญทั้งหมดส่วนท่านอื่นๆเจ็บตัวกันบ้างมากบ้างน้อยบ้างเจ็บใจกันมากน่าจะเป็นที่สุดเพราะรองนายกรัฐมนตรีพูดอีกแล้วว่าไม่มีปัญหาและเอาอยู่!
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นสถานการณ์ได้จังหวะขึ้นมาทำงานในเวียงที่เชียงใหม่และเมื่อมีเหตุจะต้องกลับเข้าเมืองหลวงก็หนีน้ำถล่มบนเส้นทางตากและกำแพงเพชรได้ทันเวลามวลน้ำม้วนไล่หลังมาแต่รอดทันควันที่นครสวรรค์ฝนตกพรำๆตลอดวันตลอดคืนน่าสยอง ก็ให้นึกถึงหัวอกของผู้รักหนังสือซึ่งจะมีผู้ใดยิ่งไปกว่าบรรพชนชาววัดชาวพุทธศาสนิกชน ซึ่งสู้อุตส่าห์หาทางหนีน้ำทำหอเก็บหนังสือมีค่าทางพระศาสนาไว้ในที่ปลอดภัยสูงสุด อย่างที่เราเรียกกันว่าหอไตร
หอไตรนี้ โดยเฉพาะทางภาคอีสานทำไว้สูงลิบลิ่วเลย บางที่ก็ทำไว้กลางน้ำกันภัย แมลงปลวกมาจับที่ อ.นาแห้ว จ.เลย ทำสูงจริงๆ ชื่อว่าหอไตรก็มาจากคำว่าหอพระไตรปิฎกซึ่งเอาเก็บพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคำภีร์สำคัญเอาไว้ ในทางเมืองเหนือเรียกกันว่าหอธรรม (ธัมม์) เพราะอรรถกถาคัมภีร์ต่างๆนี้ ทั้งเรียกตัวอักษรก็เรียก ธัมม์ _ตั๋วธัมม์ โบราณจารย์ท่านทำเก็บไว้อย่างเดียวไม่พอเป็นที่รู้กันว่าในบ้านเมืองที่มีความชื้นภูมิประเทศร้อนชื้น ใบลานจารึกตัวธัมม์ เก็บสะสมความชื้นไว้มากต้องมีประเพณีตากใบลาน โดยการผึ่งลมให้แห้ง ก่อนที่จะนำกลับเข้าไปเก็บรักษาไว้ตามปกติ ประเพณีนี้สวยงามน่ารักนัก
ส่วนชื่อของหอธรรม ถ้าให้ใช้ว่าหอมณเฑียรธรรมก็มีเคย เพราะมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมภายในเป็นอย่างที่เรียกว่า Den หรือว่า Study Room บางทีพระมหากษัตริย์ท่านเข้าไปพักไปนอน บรรทมค้างคืน ระหว่างศึกษาทรงพระอักษรธรรมะ ก็เลยใช้คำว่าหอพระมณเฑียรธรรมเพราะว่าคำว่ามณเฑียรก็เป็นราชาศัพท์ส่วนธรรมในที่นี้ก็คือตัวเดียวกันกับพระธรรมหรือธรรมะ
หอธัมม์ หอธรรมหรือหอไตรสวยๆงามๆมีหลายที่งานวิจัยของ ผศ.ดร. ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี ทำการรวบรวมเรื่องหอไตรไว้มากมายในเขตเมืองเหนือตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูนลำปาง แพร่ น่านมากกว่า 500 หน้า นับเป็นงานมีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และการวิเคราะห์งานศิลปะ ในงานวิจัยชุดนี้มีการหาทางโหวตเพื่อเลือกหอที่มีความโดดเด่นจังหวัดละหลายๆหอขึ้นมาโดยมีกรรมวิธีที่เป็นวิชาการน่าสนใจมีรายการใดบ้างก็จะนำมาเสนอท่านในบรรทัดต่อไปๆ
อย่างไรก็ดีเรื่องความสวยงามนี่ในสายตาของผู้ชื่นชมงานศิลปะแบบประเพณีก็อาจจะคิดแบบหนึ่ง แต่ในทางคอลัมน์ของเรานี้ชอบในเรื่องงานศิลปะที่ตรงไปตรงมามีความพยายามในทางเชิงช่างและเจตนาคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นของสวยงามแปลกตาที่ จะข้ามไปไม่ได้เลยคือหอไตรหรือหอธรรมของวัดช่างฆ้องในเมืองเชียงใหม่เพราะว่ารูปทรงเขาเท่ดีมีความผสมผสานของศิลปะจากหลายชาติพันธุ์ ทั้งจีน ล้านนา พม่า ฯลฯ
อย่างไรก็ดีในงานวิจัยชุดนี้อธิบายว่าหอไตรที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามักเชื่อมโยงกับผู้สร้างที่เป็นชาติพันธุ์บางชาติพันธุ์ แต่ถ้าว่าเป็นฝ่ายไทยวน ไทลื้อหอไต มักจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซึ่งจะตรงกับคำว่าหอได้มากที่สุดเพราะว่ามีความเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหลังคาก็อาจจะซ้อนขึ้นไปเป็นจตุรทิศด้วยซ้ำ แต่ในกรณีของหอไตรที่วัดช่างฆ้องนี้แปลกไปลักษณะออกไปทางเก๋งจีนแต่ก็ไม่ใช่กล่าวคือตั้งตัวเรือนขึ้นก่อนเป็นทรงจั่ว จากนั้นก็มีหลังคาลาดสาดออกมากันแดดฝน
ส่วนที่สวยงามตามแบบประเพณีต้องยกให้หอไตรที่วัดพระสิงห์ กลางเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นที่ติดอกติดใจไปกับบรรดาผู้สร้างสรรค์งานศิลปะยุคถัดมาหมายความว่า เวลามีงานหรืออีเวนท์อะไรที่จะแสดงออกถึงความเป็นไทยประเพณีของฝ่ายเหนือก็จะหยิบจับนำเอาหอไตรที่นี่มาเป็นสัญลักษณ์ในอิเวนต์หรืองานนั้นๆ ลักษณะเดียวกันกับเวลามีงานพืชสวนโลกรอบก่อนนู้นที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากก็คืองานพืชสวนโลก ณ เชียงใหม่สถาปัตยกรรมที่ต้องสร้างไว้ให้เป็นจุดเด่นหรือแลนด์มาร์กในงานก็ต้องสร้างหอคำ_หอคำหลวง
ซึ่งหอคำอันนี้นั้นก็จำลองความประทับใจมาจากหอคำที่วัดพันเตา ในเวียงอันว่า หอคำนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่แยกออกต่างหากจาก หอไตรหมายความว่า หอคำก็คือหอที่เป็นคำหรือหอที่มีค่าอย่างทองคำผู้ที่จะมีหอคำไว้ประดับบารมีนั้นต้องบารมีถึงที่พระจักรพรรดิราชเสียก่อนส่วนนิยามคำว่าจักรพรรดิราชนั้นก็แล้วแต่ว่าใครจะมองเข้าไปหรือมองออกมาผู้ที่เป็นจักรพรรดิยามมองออกมาก็บอกว่าตัวเองเป็นแล้วแต่ผู้ที่มองกลับเข้าไปบอกว่ายังมิใช่ ยังมีผู้อื่นเหนือกว่าอันนี้ก็แล้วแต่จะวิเคราะห์ ส่วนคำเรียกจะเรียกกันว่าเป็นเจ้าฟ้าอะไรต่างๆก็ว่ากันไปตามพื้นที่
แต่ในกรณีของจักรพรรดิในเขตล้านนายาวขึ้นไปถึง สิบสองปันนา ถ้าว่าบารมีถึงที่เป็นเจ้าจักรพรรดิแล้วจะมานอนอยู่ในอาคารตำหนักพระราชวังธรรมดาปราสาทก็เป็น ไม่ได้จะต้องสร้างหอพักเฉพาะตัวจะใช้พำนักในที่นั้นหรือใช้เป็นท้องพระโรงก็ตาม ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างตามฐานานุศักดิ์ สมัยนี้ว่าก็ต้องระดับนึงแหละถึงจะมีได้! และเมื่อมาถึงระดับนั้นแล้วจะไม่มีก็ไม่ได้!!
เจ้านายฝ่ายเหนือซึ่งเมื่อคลายอำนาจลงแล้วเข้าเป็นขอบขัณฑสีมาของสยามเมื่อได้รับโปรดเกล้าจากสยามให้เป็นเจ้าประเทศราชบรรดาศักดิ์เป็นที่พระเจ้าเชียงใหม่เช่น พระเจ้ามโหตรประเทศก็ต้องสร้างหอคำ ไว้ประดับบารมีและหอคำนี้เองเมื่อท่านนั้นๆสิ้นรัชกาลลงบรรดาทายาทที่บารมีไม่ถึงที่ ต้องหาทางรื้อออกซึ่งก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่ารื้อไปประกอบใหม่ถวายวัดแล้ววัดนั้นก็ใช้หอคำ ในฐานะสถาปัตยกรรมที่อำนวยประโยชน์แก่กิจการคณะพระสงฆ์ต่อไปจะเอาไปใช้ทำเป็นศาลากลางก็ตามใช้เป็นห้องโถงวิหารก็ตาม ก็จะโอ่อ่าอลังการสมภูมิสมรูป ก็เป็นวิธีอันหนึ่งที่ทำให้ระลึกขึ้นมาได้ถึงความสวยงามของฝีมือช่างในยุคพระบิดาและก็เป็นกุศลต่อเนื่องมาแต่ท่านผู้จากไป
หอคำที่มีชื่อเสียงมากๆแล้วก็เข้าใจว่าเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นมรดกของโลกโดยไม่จำเป็นจะต้องมีใครมามอบตราประทับหรือให้หลักประกันก็คือหอคำของพระเจ้ามินดงที่เมืองมัณฑะเลย์ หอคำนี้สร้างจากไม้สักทองเนื้อแข็งทั้งหลังสลักเสลาอย่างปราณีตงดงามอย่างมากเพราะพม่าเองเขามีทรัพยากรเรื่องไม้สักทองเป็นที่ลือชาอยู่แล้วกับทั้งฝีมือช่างของเขาและความสามารถในการรับมือกับสิ่งปลูกสร้างปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่หนาทึบแล้วก็หนักตัน
ผู้คนเรียกกันว่าพระที่นั่งทองหรือโกลเด้นท์ โธรนฮอลล์ ชเวนันดอ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็คือหอคำของท่านนั้นเองเมื่อสิ้นรัชกาลแล้วพระราชโอรสซึ่งแม้ว่าต่อมาได้เป็นกษัตริย์พม่าต่อก็ไม่เอาไว้ รีบยกหรือมาย้ายมาปลูกถวายวัดอยู่ที่ชายพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งที่นั่นก็ไม่เรียก วัดว่า เท็มเปิลอีกเรียก monastery ซึ่งเหมาะกับคำว่าอาราม ส่วนจะมีท่านที่อาจแสดงความเห็นคัดค้านว่าพระโอรสเถลิงราชย์ขึ้นมาแล้วต้องสร้างใหม่ของตัวเองไม่เกี่ยวเรื่องบารมีพ่อ เพราะตัวมีบารมีเอง ไม่ใช้ของเก่า อันนี้ก็ไม่เถียงแต่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืดควรให้เป็นไปตามความคิดความนับถือของแต่ละระบบความเชื่อเพราะคอลัมน์เป็นที่เปิด สำหรับการมีความคิดหลากหลายย่อมสนุกดีกว่าผูกขาดความคิดความเชื่อเอาไว้แต่ลำพังผู้เดียว
กลับมาที่หอไตรของวัดพระสิงห์กลางเวียงก็เช่นกัน ความงามสมงามส่วน ก็คงอยู่ในความนึกคิดประทับจิตประทับใจของเราท่าน ต่อเมื่อมีการสร้างศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ก็ไฮไลท์ มีงานจำลองแบบของหอไตรพระสิงห์มาไว้อยู่ตรงด้านหน้าทางเข้า ถนนวัวลาย ฝรั่งมังค่าชาวต่างชาติก็แปลกใจว่าเป็นสิ่งสร้างอะไรกันที่มีขนาดเล็กก็ไม่เล็กใหญ่ก็ไม่ใหญ่แต่มีความสวยงามเตะตา คนก็อยู่ได้หรือไม่หรือมีไว้ทำอะไรกันอันนี้ก็ต้องเรียนว่าในทางคำศัพท์ของนักพัฒนาโครงการก็ต้องใช้ว่า den หรือถ้าตรงตัวก็เรียกว่าคอก_คอกสัตว์
อันว่าในชีวิตของผู้ชาย คนหนึ่งนั้นเมื่อการศึกษามากเข้าแล้วเรียนรู้สรรพวิชาต่างๆรวมกันทั้งอักษรเลขต่างๆของที่คนเหล่านั้นจะมีไว้สะสมคงไม่พ้นหนังสือหนังหา และจะเก็บไว้ที่ไหนก็ต้องเก็บไว้ในคอก_den ของตนเองซึ่งเป็นชนิดที่ว่าหากว่าวัวควายมันมีคอกคนก็มีได้เหมือนกัน ชั่วแต่ว่าที่ในคอกนั้นไม่ได้เป็นฟางข้าวที่เก็บไว้เป็นสต๊อกเพื่อเคี้ยวกินเป็นอาหารให้อิ่มท้องแต่ว่าเป็นสต๊อกของอาหารทางปัญญาที่เก็บงำไว้ เพื่อถึงเวลาหิวหรือมีความกระหายในวิชาการความรู้ต่างๆก็เข้าไปกินไปเสพ และก็นิ่งสงบอยู่ในที่ส่วนตัวแห่งตนที่ไม่มีใครเข้าไปวุ่นวายไม่แม้กระทั่งเมียมายุ่งไม่แม้กระทั่งคนใช้ข้าทาสมเหสี มณเฑียรธรรมแท้ดังนี้จึงเป็นที่มาของหอธรรมหรือว่าหอไตรตามนัยยะดังกล่าว
ส่วนหอนี้ขยับเข้าไปอยู่ในวัดได้อย่างไร? ก็คงเรียนว่าวัดนั้นเองต่างหากเป็นที่เก็บ องค์ความรู้ซึ่งบันทึกไว้ในใบลานในกระดาษอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหอสมุดประจำวัด หอจึงอยู่ที่นั่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
โดยลักษณะการใช้งานของหอสมุดนี้ไม่ใช่ที่เข้าไปนั่งอ่านนั่งเขียนกันอยู่ในนั้นเป็นเรื่องของการนำสมุดนำความรู้ต่างๆออกมาเมื่อนำมาศึกษากันเสร็จแล้วคัดลอกอะไรต่างๆเสร็จแล้วก็นำกลับไปไว้คืนที่การขึ้นลงถึงได้ลำบาก เพื่อป้องกันความมักง่ายของคนที่จะขึ้นไปเล่นไปทำสนุกป้องกันความมักง่ายของสรรพสัตว์ต่างๆที่เข้าไปกัดไปทำลายรวมทั้งภัยธรรมชาติ
หอไตรที่คัดเลือกผ่านความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ศิลปะสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประเพณีวัฒนธรรมและช่างพื้นถิ่นในล้านนา ซึ่งปรากฏในงานวิจัยฉบับนี้ มีหอไตรที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาได้อย่างแท้จริง มีจำนวน ๔๖ หลัง ทั้งนี้พบว่าหอไตรล้านนา มีความหลากหลายสูงทั้งทางอายุการสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ซึ่งผู้วิจัยได้อรรถาธิบายหอไตรแต่ละหลังไว้อย่างละเอียด
ผู้วิจัยระบุชุดความเชื่อที่ว่าหอไตรล้านนาถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เฉพาะของพระธรรม เฉกเช่น คันธกุฎี (ที่ประทับของพระพุทธเจ้า) ในวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเป็นที่เฉพาะของพระพุทธเจ้า และอุโบสถที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เฉพาะของพระสงฆ์ สถานที่เฉพาะเหล่านี้ห้ามให้มีผู้อื่นเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยหอไตรล้านนายุคเดิมถูกใช้งานในฐานะที่เคารพบูชามากกว่าใช้งานในลักษณะห้องสมุดอย่างในยุคหลัง กล่าวคือ ตัวอาคารหอไตรคือพระธรรมอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ และพบว่า อานิสงส์การสร้างหอไตร เทียบเท่าการสร้างสมบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ทีเดียว
โอกาสที่พุทธศาสนิกชนจะขึ้นไปบนหอไตรได้ เกี่ยวข้องกับประเพณีท้องถิ่น ๒ ประเพณี คือ ประเพณีพิธีตากธรรม เป็นการนำคัมภีร์ใบลานที่เก็บไว้ในหอไตร ออกมาผึ่งลมหรือตากลม นิยมทำกันในช่วงเดือน ๙ เหนือ หรือเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ก่อนเข้าเข้าพรรษา และประเพณีการเทศน์มหาชาติหรือพิธีตั้งธรรมหลวงเป็นประเพณีการฟังเทศน์ใหญ่ของชุมชน จัดขึ้นในราวเดือนยี่เหนือหรือเดือนพฤศจิกายนของทุกปี หลังออกพรรษาในโครงการประกวดรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมของสมาคมสถาปนิกล้านนาครั้งนั้นให้ชุมชนที่มีหอไตรได้รับรางวัล คือ ชุมชนวัดหลวงขุนวิน วัดบวกครกใต้ วัดห้วยกาน และวัดช้างรอง
ส่วนธรรมเนียมการประดิษฐานพระพุทธรูปในหอไตรนี้ ยังคงปรากฎเป็นประเพณีสืบเนื่องมากระทั่งปัจจุบัน ดั่งจะเห็นได้ที่หอไตรวัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน ซึ่งภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพุทธรูปทองคำประทับยืน ฝีมือสกุลช่างน่าน โดยนัยยะนี้ หอไตรจึงเป็นสถานที่หลอมรวมที่พึ่งทั้งสามเข้าด้วยกัน เป็นที่สถิตของไตรสรณคมน์ ได้แก่ พระพุทธ คือ พระพุทธรูปที่เก็บไว้ภายในหอไตร พระธรรม คือ พระธรรมคัมภีร์ที่เก็บไว้ภายในหอไตร และพระสงฆ์ คือ ผู้ศึกษาพระธรรม เป็นผู้ดูแลรักษาใช้ประโยชน์หอไตรโดยตรง
พระสงฆ์ล้านนา มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเก็บรักษาพระธรรมตลอดถึงการสงวนรักษาบำรุงให้หอไตรมั่นคงแข็งแรงสวยงามอยู่เป็นนิจ โดยมีผู้คนในชุมชนลงมือเป็นกำลังภาพสะท้อนกิจของสงฆ์เกี่ยวกับการบำรุงรักษาหอไตรและพระธรรมคัมภีร์ในหอไตรนี้ ปรากฏในจารึกวัดศรีดอนคำ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่จารไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ระบุว่า…ธุหลวงพรหมจักรและพระภิกษุสามเณรทุกรูป ช่วยกันเก็บรวบรวมพระคัมภีร์ที่เป็นกับ เข้าไว้ในหีบธรรม พร้อมทั้งสั่งไว้ว่าหากใครใช้คัมภีร์แล้วให้เก็บไว้ที่เดิม และถ้าใครยืมไปให้จดชื่อไว้ด้วย เพื่อป้องกันการสูญหาย..
อนึ่งว่าในเชิงความงามสุนทรียะ หอไตรเป็นศูนย์รวมงานช่างฝีมือล้านนา เพราะดินแดนล้านนาเป็นดินแดนของช่างผู้ชำนาญในงานฝีมือประเภทต่าง ๆ มาแต่โบราณ คำพื้นเมือง ภาคเหนือในปัจจุบันเรียกช่างว่า “สล่า” อาทิ สล่าแป๋งเฮือน คือนายช่างที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการสร้างบ้าน (แปง-สร้าง) สล่าตีมีดก็ชวนนึกถึงผู้สันทัดเชี่ยวชาญในการตีมีด เป็นต้น
จริงอยู่ว่าเรื่องคนมีฝีมือนี้ เมืองเหนือใช้คำว่า “ช่าง” แทนความหมายผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน อาทิ ช่างซอ ช่างปี่ ช่างฟ้อน ช่างแต้ม ฯลฯ ฯลฯ แต่ คำว่า สล่า (ในคำพม่าอ่านว่าสะหย่า) เป็นคำเรียกครู หมอ และพระผู้ใหญ่ด้วยความเคารพ อาทิ ครู เรียก สะหย่า ครูผู้หญิง สะหย่ามะ นายแพทย์ สะหย่าวูน์ พระเถระ เรียก สะยาดอ =พระอาจารย์ระดับหลวงพ่อ
ประเภทของช่างล้านนาในอดีตว่ามีอย่างน้อย ๓๘ ประเภท ทั้งนี้เมื่อจะสร้างหอไตรขึ้นสักหลังหนึ่ง จึงต้อง
อาศัยช่างฝีมือหลากประเภท ทั้งช่างถากไม้ ช่างหริน (ช่างอิฐช่างปูน) ช่างแต้ม ช่างลาย ช่างปั้น ช่างประดับกระจก เป็นต้น และมีนายช่างใหญ่เป็นผู้ควบคุมดูแลช่างต่าง ๆ อีกทอดหนึ่ง เพื่อให้งานสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างอาคารและการประดับตกแต่ง นายช่างคนสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนาได้แก่ นายช่างกานโถม ที่ควบคุมดูแลการก่อสร้างศาสนสถานสมัยพญามังราย หรือนายช่างหมื่นดังนคร สมัยพญาติโลกราช เป็นต้น เป็นบรรพชนครูช่างผู้มีชื่อ
ทีนี้ประดาช่างต่าง ๆ ที่ช่วยกันสร้างหอไตร ต่างก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามแต่ความชำนาญแห่งตน“ช่างโบราณได้รังสรรค์ผลงานอันวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์หอไตรให้เป็นดั่งวิมานสำหรับสถิตเสถียรสถาพร องค์พระศาสดาแห่งพุทธศาสนา คือ พระธรรมวินัย ด้วยเหตุนี้ หอไตรแต่ละหลังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นผลผลิตจากการทำงานของช่างประเภทต่างๆ เป็นดั่งศูนย์รวมงานช่างล้านนาโดยแท้”
บรรทัดต่อไปนี้ให้พื้นที่สำหรับคำกล่าวอนุโมทนาถวายหอไตร ที่ชาวล้านนากล่าวในขณะทำการเวนทาน อุทิศหอไตรให้เป็นสมบัติพุทธศาสนา ว่า “...ต่างก็พร้อมเอาใจใส่ พร้อมกับมาสร้างหอธรรมจนบริบูรณ์แล้ว หอธรรมบ่น้อยบ่ใหญ่บ่สูงบ่ต่ำ พอดีพองาม บัดนี้จะถวายเป็นทานแก่พระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ประการ ก็เพื่อเป็นสมบัติพระศาสนาไว้กับวัดวาอาราม บัดนี้ในวันนี้ก็ถึงตึงทาน ขอน้อมบำเพ็ญแต่พระแก้วทั้งทั้ง ๓ ประการ บัดนี้ขอพระแก้วทั้ง ๓ ประการ จักมีธรรมเมตตาว่า ณ บัดนี้มารับเอายัง ธุปะ บุพพา ราจา ดอกดวง ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน ก็นำมาทานพร้อมกับตั้งหอธรรม พร้อมสัพพวัตถุตถุทานํ บริวารทั้งหลายมาถวายแห่งสมณะศรัทธา และมูลศรัทธาผู้นั้นทั้งหลาย เฒ่าแก่แก้น้อยหญิงชาย ต่างก็เป็นใจชมชื่นเป็นศรัทธาปานอื่น เป็นปานใดก็ตามที่ร่วมมาหามากิน มาทาน ที่เกิดมา ลำปมีการประมาท มารุโจธกะวรพุทธศาสน์ ขอหือได้สุข ๓ ประการ มีสุขในนิพพานเป็นแล้วนั้น...” เทอญ…







