thansettakij
thansettakij
สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตราคาน้ำมันกด GDP ไทย

สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตราคาน้ำมันกด GDP ไทย

11 มี.ค. 2569 | 06:07 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 06:07 น.

สงครามสหรัฐอเมริกา–อิสราเเอลโจมตีอิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตราคาน้ำมันกด GDP ไทย ดันเงินเฟ้อเพิ่มอำนาจการซื้อของประชาชนลดลง

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงในระยะสั้น
  • มีการประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุก 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.1% - 0.15%
  • ผลกระทบยังรวมถึงต้นทุนการผลิตและขนส่งที่สูงขึ้น เงินเฟ้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

เช้ามืดวันที่ 2 มีนาคม 2569 โลกก็เข้าสู่อีกก้าวของการปรับเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธาน Board of Peace สั่งโจมตีอิหร่าน 

โดยร่วมมือกับอิสราเอลหลังจากที่สถานการณ์ตึงเครียดมานานหลายสัปดาห์ สิ่งที่ตามมาก็คือความไม่แน่นอนทุกมิติ ไม่ว่าทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า หรือจะขยายออกไปจนถึงการเปลี่ยนแผนที่โลกใหม่หรือไม่อย่างไร ซึ่งก็ยากจะคาดเดา

สำหรับประเทศไทย คงไม่ต้องบอกก็ได้ว่านักลงทุนไทยตกใจขนาดไหน ตลาดหุ้นไทย ในวันแรกของสงคราม SET index ตกลงไปกว่า 80 จุด และยังโชคดีที่มีวันหยุดมาฆบูชามาคั่น ทำให้นักลงทุนไทยตั้งหลัก ทำจิต ทำใจ และย่อยข้อมูลข่าวสาร เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์อีกครั้ง แต่พอเปิดทำการอีกวันถัดมา ดัชนี SET ยังหล่นลงอย่างหนัก จนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ Circuit Breaker หยุดการซื้อขาย เพื่อให้นักลงทุนสงบจิตสงบใจ 30 นาที ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ประกาศพักการซื้อขายหลักทรัพย์ก็ย้อนไปในปี 2563 ในช่วงการระบาดไวรัสโควิด 

หากจะถามว่าผลกระทบของความขัดแย้งครั้งนี้ที่มีต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ก็คงตอบได้ให้เป๊ะ ๆ คงไม่ง่ายนัก เพราะขึ้นกับปัจจัยหลาย ๆ ตัว ตั้งแต่ภาพของสงครามว่าจะขยายตัวขนาดไหนลากยาวไปนานเท่าไหร่ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนก็มองไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าสงครามจะกินเวลาสั้นหรือลากยาว สงครามครั้งนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านกับตัวแปรที่สำคัญที่สุดในระยะสั้นคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และในระยะต่อมาก็คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง

สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตราคาน้ำมันกด GDP ไทย

 

นักวิเคราะห์ทั่วโลกมองความยืดหยุ่นของอุปทานน้ำมันกับราคาในสถานการณ์ครั้งนี้ อยู่ที่ 4% กล่าวง่ายๆ ก็คือ ถ้า อุปทานน้ำมันโลกหายไป 1% ราคาจะขึ้น ประมาณ 4% ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ย ของscenario ที่อยู่ปานกลาง แต่ในข้อสมมติอื่น ๆ อยู่ระหว่าง 2% - 10% ขึ้นอยู่กับว่าผลกระทบสงครามครั้งนี้จะกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันและการขนส่งน้ำมันมากน้อยเพียงใด ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อสูง ส่งผลต่ออำนาจซื้อของประชาชน และการใช้จ่ายที่ลดลง 

และในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ส่งผลต่อผู้ประกอบการ ผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งในรูปของต้นทุนการผลิตโดยตรง และต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์อื่น ๆ และหากมองในมุมมหภาค ภาคการส่งออกจะกระทบมากตั้งแต่ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยในการขนส่งของการค้าระหว่างประเทศ สูงขึ้น และหนักไปกว่านั้นการหาเรือขนส่งยากและใช้เวลานาน ซึ่งทั้งหมดคือต้นทุนทางโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อมูลค่าการส่งออก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

สำหรับประเทศไทย หากมองกันเผินๆว่า ถ้าราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงไป ตามการคาดการณ์ของตลาดโลกแล้วจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยเท่าไหร่ หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานทางเศรษฐกิจอื่น ๆ คาดว่าหากราคาน้ำมันสูงขึ้น 10 เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลต่อ GDP ของประเทศไทยลดลง 0.1% - 0.15% ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ของความ ยาว และรุนแรง ของวิกฤตน้ำมัน ในครั้งนี้ว่าจะเป็นอย่างไรแต่ตอนนี้ขึ้นไปจากเดิมกว่า 20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาเรลในช่วงสั้น ๆ 

สำหรับผมนั้น ต้องขอชมรัฐบาลที่รีบออกประกาศทันทีที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซล เพราะอย่างน้อย 30 วัน เพื่อระงับความกังวลของผู้บริโภคลงไปบ้าง รวมทั้งการสร้างความมั่นใจต่อเสถียรภาพของราคา และปริมาณ ที่เพียงพอนั้น อย่างน้อย ตอนนี้ก็ต้องภาวนาว่าสงครามจะต้องไปยืดเยื้อ และ ใช้เวลา 1 เดือนนี้ ในการหาแหล่งซัพพลาย จากที่อื่นด้วย เพราะตอนนี้ประเทศไทย นำเข้าน้ำมัน ประมาณ 60% ของปริมาณ อุปสงค์ที่เราใช้แต่ละวัน และเกือบ 1 ใน 3 ก็มาจาก ตะวันออกกลาง แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็เตรียมรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้อย่างไร เพราะตอนนี้ราคาสินค้าอื่น ๆ เริ่มขยับสูงขึ้นทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบ ซึ่งถ้าจะหันจัดการโดยใช้เครื่องมือทางการเงินแบบเดิม ๆ คือขึ้นดอกเบี้ยอีกทั้ง ๆ ที่เพิ่งลดไป ผมว่าในทางการเมืองคงดูไม่จืด

ในระยะสองสามเดือนจนถึงสิ้นปีนี้ ปัจจัยที่อาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของเราก็คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งประเทศทั้งหมดเหล่านี้มีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพิงพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่มากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไป ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยที่สัดส่วนการล่งออกกว่า 20% ของการส่งออกของไทย

สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตราคาน้ำมันกด GDP ไทย

 

สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมการในอนาคตก็คือ เรื่องของการจัดการพลังงานในประเทศ ให้ได้ซึ่งผมเห็นด้วยกับ การเรียกร้องที่จะหันมาใช้ B10, B20 กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลายประเทศโดยเฉพาะบราซิล ก็ Balance น้ำมันของตัวเองโดยใช้ Ethanol จากพืชเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ คงจะต้องเป็นการวางแผนระยะยาวถ้าหากมองระยะสั้นทุกคนก็จะไปมองในเรื่องของเทคโนโลยีของยานยนต์ ซึ่งบริษัทยานยนต์ก็คงออกมาโวยวายเหมือนที่ผ่านมา ก็เรื่องก็เงียบลงไปอีกเมื่อราคาน้ำมันลดลง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมองยาวขนาดไหน และกล้าที่จะปรับโครงสร้างพลังงานเหล่านี้อย่างไร 

หากตั้งใจจริงในเรื่องนี้ ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ และต้องมีวิสัยทัศน์ยาวและมีทิศทางเดียวกัน เพราะเรื่องนี้ต้องมองทั้งห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การจัดการด้านเกษตรกรรม ธุรกิจ Ethanol อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และบริการอื่น ๆ อีกมาก การเริ่มต้นเรื่องนี้หาคนที่ดูภาพรวมให้ออกแบบเจ๋ง ๆ ดี ๆ สักทีมเถอะครับ ประเภทดีแต่ปากไม่เอานะ  

ที่ผมเสนอเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานจาก Ethanol ที่มาจากพืชเศรษฐกิจของเราเองนั้น ก็เพราะผมมองว่าเรื่องความขัดยังในตะวันออกกลางที่เป็นสำรองน้ำมันของโลกนั้นจะไม่มีวันสงบจนกว่าสหรัฐฯ จะแน่ใจว่าตัวเองคุม ทุกประเทศที่มีพลังงานสำรองอยู่ในกำมือให้ได้เพราะพลังงาน คือหัวใจสำคัญต่อการดำรงอยู่ของคุณค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะทุกวันนี้สหรัฐฯ สามารถพิมพ์เงินตัวเองออกมาได้โดยไม่มีทองคำสำรองอยู่ ก็เพราะยังมีอุปสงค์ทั้งโลกที่ค้ำจุนค่าของเงินอยู่ก็คือ Petro-Dollar ถ้าสหรัฐปล่อยให้น้ำมันสามารถซื้อขายด้วยเงินสกุลอื่นได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ เสถียรภาพของค่าของเงินสหรัฐฯ และระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งระบบ และในขณะเดียวกัน จีนที่พึ่งพิงน้ำมันจากแหล่งนี้เช่นกันก็คงไม่ยอมในเรื่องนี้ง่าย ๆ ดังนั้นความขัดแย้งในครั้งต่อไป รับรองสหรัฐฯ คงไม่สนุกสนานแบบนี้แน่ ๆ 

ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้และต่อเนื่องที่เป็นชุดเดียวกันคงเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะการกำหนด B7 หรือ B10 หรือตรึงราคาดีเซล ถือว่าเป็นการลงมาตรการระยะสั้นได้ดีตรงเป้า แต่ต้อง “ดันให้ยาว” ตามที่พูดไว้ให้ได้นะครับ ผมว่าวันนี้เราคงต้องใช้วิกฤตครั้งนี้เพื่อปรับโครงสร้างภายในด้านพลังงานของเราเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งจากภายในที่สามารถให้รองรับกับความผันผวนและไม่แน่นอนที่เราพอจะคาดเดาได้ว่าครั้งหน้าความขัดแย้งรุนแรงมากกว่าครั้งนี้และคราวนี้คงมีผู้เล่นอย่างจีนและรัสเซียร่วมวงด้วย และถึงตอนนั้น ยังหันมาถกกันอีกว่าเราจะทำ B 10 กันดีไหม ผมว่าเรารู้ละครับว่าจะต้องโทษใคร