จุดเปลี่ยนประเทศไทยจะไปทิศไหนกันแน่

07 ม.ค. 2569 | 09:30 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ม.ค. 2569 | 09:36 น.

จุดเปลี่ยนประเทศไทยจะไปทิศไหนกันแน่ โดย สมหมาย ภาษี

KEY

POINTS

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง คอร์รัปชัน และเศรษฐกิจตกต่ำที่คาดว่า GDP จะเติบโตไม่ถึง 2% สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • ปัญหาหลักของประเทศเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ล้าหลัง เช่น สังคมสูงวัย ระบบการศึกษาที่ไม่ทันสมัย และระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ปีงูหรือมะเส็งเพิ่งจะผ่านไป ปีม้าหรือมะเมียได้มาแทนแล้ว เมื่อย่างเข้าปีใหม่ ประชาชนของทุกประเทศจะต้องรู้สึกดีเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า แล้วหน้าตาก็จะสดใส

แต่สำหรับคนไทยผมรู้สึกว่าตรงกันข้าม หน้าเหี่ยว ใจกังวล สายตาไม่มีแววของความสุขเลย ทั้งนี้ เพราะมีข่าวในเชิงลบมากมายในบ้านเมืองถูกนำมาเป็นที่วิจารณ์ของสื่อมาก นับตั้งแต่เรื่องการเมืองที่ลากยาวมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่มีเรื่องคลิปนายกไทยกับฮุนเซ็นหลุด การคอร์รัปชั่นที่มีแต่ข่าวน่าขยะแขยงเกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจนถึงสำนักงาน ปปช. และภาวะเศรษฐกิจก็มีแต่ข้อมูลที่ว่าจะย่ำแย่ลงไปทุกด้านพรั่งพรูออกมาเป็นรายวัน ล้วนเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังหมดอาลัยตายอยากลงไปเรื่อย

ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงที่การเลือกตั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นภายในอีกประมาณหนึ่งเดือนข้างหน้า ท่านทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังแต่สิ่งที่คาดคิดกันว่าจะต่ำต้อยลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจหรือการขยายตัวของ GDP ทุกสำนักคาดว่าปี 2569 นี้ จะโตได้ไม่ถึง 2 % ยกเว้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่คาดว่าจะโตได้ถึง 2 % เพื่อยกย่องผลงานหลักของกระทรวงตนเองโดยหาได้มองอะไรเท่าไหร่นัก ทำให้ความน่าเชื่อถือลดน้อยลง แล้วประเทศจะเอาอะไรไปแข่งกับเขา

ตัวเลขนี้ได้ทำให้นักวิชาการและกูรูทั้งหลายออกมาวิจารณ์ในเชิงเห็นด้วย แถมยังบอกว่าในอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าเศรษฐกิจของไทยก็จะโตแบบเรี่ยดินเช่นนี้ไปอีก ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว GDP ของไทยขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงมาเรื่อยตั้งแต่ประมาณปี 2553 เป็นต้นมา ไม่ต้องถามว่าใครคือผู้นำรัฐบาลกันบ้าง

สำหรับผมเองขอบอกผู้ที่จะดูแลด้านเศรษฐกิจของประเทศในรัฐบาลหน้าว่าหืดจะขึ้นคอ แล้วลิ้นจะห้อย เพราะปีหน้านี้ GDP ไทยจะโตอย่างดีไม่เกิน 1.5 % แน่ ทั้งนี้ เพราะการผลิตห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ของไทยปีนี้จะแย่สุดๆ เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนปีนี้จะตกต่ำหนักเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น เศรษฐกิจของอเมริกาก็จะตกต่ำไม่แพ้กัน จะยิ่งดึงให้ทั่วโลกประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วย นอกจากนี้ ในปีนี้ดังที่กำลังเห็นกันอยู่ว่าจะมีการขัดแย้งทั้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์มาก และเรื่องความปั่นป่วนด้านการเงินมาซ้ำเติม

อะไรจะเกิดขึ้นหากเศรษฐกิจโตไม่ถึง 1.5 % เด็กชั้นประถมก็คงตอบได้ว่า พ่อแม่ผมจะยากจนลงอีกครับ แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ รายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณนี้ที่ได้รับความเห็นชอบโดย ครม. แล้ว จะต่ำกว่าเป้าเกินคาดอย่างมาก ดังนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ งบลงทุนภาครัฐก็จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก และที่สำคัญงบกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะหาเงินมาทำได้ยาก นี่ละที่จะทำให้ต้องดิ้นทุรนทุรายทั้งประชาชนและรัฐบาล

บางประเทศเช่น เวียดนาม อาจจะดีกว่าใครในอาเซียน ย้อนไปเมื่อปี 2553 ก่อนการปฏิวัติ คสช. ในปี 2557 หรือเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ขนาดของ GDP ของเวียดนามมีมูลค่าแค่ 42 % ของขนาด GDP ไทย คือไม่ถึงครึ่ง แต่พอมาถึงปี 2567 GDP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 90 % ของ GDP ไทยแล้ว และในปี 2568 ที่เพิ่งผ่านไป ได้มีข่าวออกมาแล้วว่า GDP เวียดนามจะโตถึง 8 % ขณะที่ไทยโตแต่ 2 % คาดได้เลยว่าในช่วงไม่เกินอีก 2 ปีข้างหน้า GDP ของเวียดนามจะใหญ่กว่าไทย แล้วเขาก็จะก้าวไปในอัตราที่ยิ่งสูงกว่าไทยไปเรื่อย โดยเราหมดโอกาสที่จะไล่ทันอย่างแน่นอน

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมายังมีกูรูหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหตุของการเสื่อมถอยของไทยผ่านสื่อมากพอควร กูรูเหล่านั้นดูเหมือนจะไม่อยากพูดถึงการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งในเร็ววันข้างหน้าของไทย หรือปัญหาคอร์รัปชั่นอันสุดลือชื่อของเรา หรือปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งสูงจนแทบจะเยียวยาไม่ได้ เป็นต้น แต่พวกเขาจะพูดและชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยนั้น ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายที่ไม่อาจจะแก้ได้ง่ายๆในเร็ววันด้วยซ้ำ ซึ่งผมพอจับความรู้สึกได้ว่าพวกกูรูเขาไม่อยากจะพูดให้นักการเมืองทั้งหลายหน้าชาว่า เพราะไทยเราไม่อาจมีการเมืองที่ดีและมั่นคงในอนาคตเช่นกัน

ผมได้ฟังแล้วเห็นด้วยกับกูรูรุ่นหนุ่มทั้งหลายที่ออกมาชี้ให้เห็น เริ่มตั้งแต่ปัญหาโครงสร้างของประชากรไทย ที่มีผู้สูงวัยอายุเกิน 65 ปีถึงกว่าหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมด และนับวันอัตราเพิ่มของกลุ่มนี้จะยังคงสูงไปมากกว่านี้ ซึ่งพูดง่ายๆกลุ่มนี้เป็นตัวถ่วง GDP ให้ถดถอยลง ขณะที่ประชากรกลุ่มเกิดใหม่กลับมีอัตราเพิ่มที่ลดลงมาก ยิ่งกว่านั้นกลุ่มกลางๆที่เป็นฐานการผลิต ก็ไม่ได้รับการศึกษาดีพอที่จะรับมือกับการเติบโตทางด้าน AI ได้เหมือนประเทศอื่น สรุปก็คือว่าโครงสร้างของประชากรไทยจะเป็นตัวปัญหาใหญ่ในการเร่งการเติบโตของประเทศให้ทันประเทศอื่นเขา

ที่จริงตามที่ผู้รู้ได้พูดถึง หากประเทศไทยได้พัฒนาด้านการศึกษาให้ทันเกม ทันยุคทันสมัยเหมือนประเทศอาเซียนอื่นเขา ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย หรือเวียดนาม ก็ยังพอจะช่วยผลักดัน GDP ของประเทศได้ แต่นี่ของเราแทบจะไม่มีการปรับตัวในเชิงรุกของการศึกษาให้ทันโลกเขาเลย

เท่าที่ได้สดับฟังกูรูด้านธุรกิจเอกชนออกมาให้ความเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าเอือมระอา ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยว่า สภาพสิ่งแวดล้อมด้านการเมืองยังเน่าเฟะเหมือนเดิม การบริหารราชการแผ่นดินที่สุดจะล้าสมัย ระเบียบกฎหมายที่เก่าแก่ทั้งหลาย รวมทั้งพฤติกรรมการปฏิบัติงานของส่วนราชการส่วนใหญ่ที่ไม่เกื้อหนุนเอกชนเหมือนประเทศอื่นเขา เหล่านี้จะมีใครพรรคไหนมาแก้ไขได้

สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ถ้าไม่ถูกขจัดให้หมดไปโดยเร็ว ก็จะลากจูงให้ประเทศเข้ารกเข้าพงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสิ่งที่ดีงามน่าประทับใจเกิดขึ้นให้เห็นในช่วงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว นั่นคือการปฏิบัติการต่อสู้รักษาผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติอย่างห้าวหาญของทหารไทยทั้งหลายในการสู้รบกับทหารเขมร บทบาทที่ทหารสมัยนี้ได้กระทำเป็นที่ประจักษ์ต่อสื่อและประชาชนโดดเด่นมาก สามารถลบรอยด่างพร้อยหรือสีเทาของทหารบางรายในอดีตที่ผ่านมาออกไปได้มาก ขอให้ขุนพลจนถึงทหารผู้น้อยทุกท่านจงภูมิใจในเรื่องนี้

สิ่งที่ผมอยากจะยกขึ้นมาตั้งคำถามหลักในครั้งนี้ก็คือว่าขุนพลด้านกฎหมาย ขุนพลด้านเศรษฐกิจ ขุนพลด้านผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และขุนพลในการบริหารกระทรวงทบวงกรม ท่านจะทำให้เกิดความแน่วแน่ในการปฏิบัติจัดการสิ่งที่ท่านรับผิดชอบอยู่ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนเหมือนขุนพลด้านทหารบ้างได้ไหม

ตอนนี้ประชาชนทั้งประเทศ อยากเห็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่มุมสว่างที่เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงเท่านั้น ใครพรรคไหนจะทำได้ไม่ว่ากัน แต่ผมอยากขอให้ท่านผู้อ่านลองตั้งใจดูนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่กำลังนำเสนอต่อประชาชนในขณะนี้ว่า พรรคไหนได้กำหนดนโยบายที่บอกชัดเรื่องตั้งใจที่จะอาสาเข้าไปทำให้เกิดจุดเปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการปรับโครงสร้างที่ล้าหลังกันบ้างไหม อย่างไร