กางแผนเปิด “กรุงเทพแซนด์บอกซ์” 1 พ.ย.64

26 ก.ย. 2564 เวลา 5:25 น. 1.3k

คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย... ว.เชิงดอย

+++ น่ายินดีที่สถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19 ของประเทศไทย เริ่มดีขึ้น โดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) นพ.เฉวตสรร นามวาท ผอ.กองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข เปิดยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ณ วันที่  22 ก.ย.64 ที่ผ่านมาว่า มีติดเชื้อใหม่ 11,252 เสียชีวิต 141 คน ข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563 มีคนหายป่วยแล้ว 1,366,533 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,511,357 ราย เสียชีวิตสะสม 15,659 ราย ขณะที่จำนวนผู้ป่วยกำลังรักษา จำนวน 129,071 ราย อยู่ใน รพ. 41,088 ราย รพ.สนามและอื่น ๆ 87,983 ราย ในจำนวนนี้อาการหนักจากปอดอักเสบ 3,444 ราย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 753 รายส่วนการฉีดวัคซีน ณ วันที่ 22 ก.ย.64 มีผู้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 300,033 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 511,087 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 795 ราย และระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-22 ก.ย.64 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 46,023,016 โดส

+++ ขณะที่การเปิดพื้นที่นำร่อง “แซนด์บอกซ์” ใน 5 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร(กทม.) จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พ.ย.64 หรือไม่ นพ.เฉวตสรร บอกว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอแผนการเปิดพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งที่ประชุม ศปก.ศบค. ก็ได้รับทราบแผน และจะมีกระบวนการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ก่อนหน้าที่จะมาถึงเวลานี้ มีเรื่องของการดำเนินงาน เรื่องของแซนด์บอกซ์ภูเก็ต และก็มีพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง คือ สมุย พะงัน เกาะเต่า เชื่อมโยง ภูเก็ต-กระบี่ ภูเก็ต-พังงา ส่วนนั้นก็เป็นจุดที่มีการดำเนินการ มีแนวปฏิบัติที่ดี และก็ทำให้พื้นที่จังหวัดที่จะเปิดตามมา รวมถึง กทม.จะต้องมีข้อพิจารณาอย่างรอบคอบ จุดสำคัญของ กทม. คือ ความมั่นใจ ก็อยากให้การฉีดวัคซีนครอบคลุมไปถึง 70% ซึ่งก็คาดว่าน่าจะครบถ้วนภายในเดือน ต.ค.นี้ และกรอบเวลาที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เสนอมา น่าจะเปิดได้ในประมาณ 1 พ.ย.นี้ แต่ก็ต้องพิจารณารายละเอียดและแนวทางต่อไป โดยจะต้องมีความพร้อมในส่วนของประชาชน นักท่องเที่ยว ระบบข้อมูลในการติดตาม รวมถึงกลไกในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาคส่วนการสาธารณสุข และท้องถิ่น ที่พร้อมจะรับมือ และดำเนินการ” ... ก็ยังไม่ชัดเจนว่า 1 พ.ย.นี้ จะ “เปิดกรุงเทพฯ” ได้หรือไม่ คงต้องรอดูการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

+++ พูดถึง “โรคโควิด-19” คงไม่หายไปจากโลก และ ประเทศไทยง่ายๆ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกว่า สำหรับประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่อยู่ว่า จะลดลงถึงไหน ซึ่งคงไม่ถึงศูนย์ แต่ยังมีการติดเชื้อในรูปแบบเอนเดอร์มิก(Endemic) หรือ “โรคประจำถิ่น” เป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวกับวัคซีนที่ต้องฉีดให้ครอบคลุมกับประชากร เช่น กทม. ครอบคลุมคนกว่า 90% ส่วนผู้สูงอายุครอบคลุมอีก 90% และเข็ม 2 เกือบ 40% ดังนั้น กทม.จะเป็นจังหวัดแรกๆ ในการเป็น “โมเดลโรคประจำถิ่น” คือ ระบาดไม่ได้ แต่ทำให้ป่วยหนักไม่ได้ ก็จะนำไปสู่การดูแลประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง เช่น เดียวกันกับ ภูเก็ต ดังนั้น 2 จังหวัดนี้ก็จะเคลื่อนเข้าสู่ “เอนเดอร์มิก” ได้เป็นจังหวัดแรกๆ 


+++ ปลัด สธ.บอกว่า เรามีฝ่ายวิชาการที่ติดตามประเมินสถานการณ์โรคประจำถิ่นอยู่ มักเกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ ดังนั้นเราต้องมาศึกษาว่าจะเราทำให้เกิดปรากฎการณ์หนึ่งไปสู่อีกปรากฎการณ์ได้อย่างไร เช่น ฉีดวัคซีนคอรบคลุม การดูแลรักษาพยาบาลได้อย่างดี ป้องกันตัวเองได้ดี ก็จะกลายเป็นว่าเมื่อโรคไม่ระบาด ระบาดไม่รุนแรง ก็จะเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งไทยเราจะทำเป็นประเทศแรกๆ ในการนำแผนต่างๆ มาทำตัวชี้วัด เพื่อกำกับให้เกิดผลลัพธ์ตามคาดหมาย เพื่อให้โรคสงบได้เร็ว แต่เราเพิ่งรู้จักเขาครั้งแรก ก็อาจมีการระบาด การกลายพันธุ์ต่างๆ เราก็ต้องระวังและคำนึงเสมอ


+++ คงต้องเกาะติดกันต่อไปว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีการยกเลิก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแล “โรคโควิด-19” หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เพราะต่อไปหากมี “โรคระบาดร้ายแรง” ก็ไม่ต้องงัด “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ที่เน้นด้านความมั่นคงออกมาประกาศใช้อีกต่อไป เพราะอำนาจตาม “พ.ร.ก.โรคติดต่อ”ฉบับนี้ก็ล้อมาจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่สามารถสั่งปิดสถานที่ ประกาศเคอร์ฟิวได้ด้วยเหมือนกัน และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังมีขอบข่ายในการป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงด้วย …หาก “พ.ร.ก.โรคติดต่อ” มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ ก็คงมาลุ้นกันว่า “เคอร์ฟิว” จะมีการผ่อนคลายลงบ้างหรือไม่


+++ จากเรื่อง “โควิด-19” หันไปดูเรื่องการเมือง ปัญหาความระหองระแหงรอยร้าวของ “ 3 ป.” จากการลงพื้นที่ที่ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อีกจังหวัด ขณะที่ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ลงพื้นที่คนละจังหวัดในวันเดียวกัน แถมมีการจัด “กำลัง ส.ส.” ไปให้กำลังใจแต่ละฝ่าย ทำให้เกิดการตีความว่า เป็นการ “วัดกำลัง” กัน แต่เรื่องนี้ก็คลี่คลายลงได้ เมื่อ “บิ๊กป้อม” ออกมายืนยันว่า ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าไม่มีปัญหา ส.ส.พรรคทุกคนต่างรู้ดีว่า ตนกับนายกฯ ไม่มีปัญหากัน จะมีแต่นักข่าวเท่านั้นที่คอยเสนอข่าวทะเลาะกัน “ผมกอดคอกับนายกฯ สนิทสนมกันมา 50 กว่าปี จำไว้ให้ตายจากกัน เรา 3 ป.ถึงจะเลิกรักกัน บ้าบอมากกับข่าวทะเลาะกัน ซึ่งนายกฯ ก็มาหาผมทุกวัน ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ ใครจะไปทะเลาะกัน” ส่วนที่ไม่ลงพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น บิ๊กป้อม บอกว่า “เดินไม่ทันนายกฯ จึงไม่ลงพื้นที่ด้วยกันก็แค่นั้น พูดกันไปเรื่อยว่าเราทะเลาะกัน” ... เอ้า  “3 ป.เขารักกันดี” ใครอย่ามาเสี้ยมให้เสียเวลาเปล่า มาด้วยกันไปด้วยกัน ว่าอย่างนั้นเถอะ...  

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3717 หน้า 4 ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย.2564