thansettakij
thansettakij
ปวดท้องน้อย อย่าปล่อยผ่าน ‘ช็อกโกแลตซีสต์’

ปวดท้องน้อย อย่าปล่อยผ่าน ‘ช็อกโกแลตซีสต์’

Tricks for life

ช็อกโกแลตซีสต์” โรคร้ายที่หญิงไทยไม่ควรปล่อยผ่าน

 

เรื่องเล่าจากวงเสวนา Expert Treat Expert Talk 2022 หัวข้อ “ช็อกโกแลตซีสต์ ภัยร้ายใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรรู้” โดยสูตินรีแพทย์ชื่อดัง พันตำรวจโท นายแพทย์อรัณ ไตรตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประจำโรงพยาบาลตำรวจ เจ้าของเพจ “อรัณ ไตรตานนท์ โต๊ะทำงาน”  สะท้อนถึงภัยร้ายที่ผู้หญิงไทยต้องเผชิญ และต้องรีบรักษา

 

“ผู้หญิงทุกคนต้องตระหนักและสังเกตตัวเองว่ามีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังหรือไม่ เพราะอาจเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือช็อกโกแลตซีสต์ โรคนี้เกิดได้อย่างไรหลายคนๆ คงสงสัย เกิดมาจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปอยู่ผิดที่ จากปกติต้องอยู่ในโพรงมดลูก แต่ไปอยู่ในรังไข่

 

หากไปอยู่ในเนื้อมดลูกเกิดพังผืดมดลูก ทำให้มดลูกโต เรียกชื่อเฉพาะว่า adenomyosis ซึ่งโรคนี้ถือเป็นภัยเงียบของผู้หญิง เนื่องจากมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้ หรือหากปล่อยทิ้งไว้นานช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงน้ำรังไข่ จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสแตกในท้อง เกิดการตกเลือดในท้อง

ปวดท้องน้อย อย่าปล่อยผ่าน ‘ช็อกโกแลตซีสต์’

นอกจากนี้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจไปเกิดในอวัยะอื่นได้ด้วยตั้งแต่หัวจรดเท้า บางรายไปเกิดที่สมอง ตับ ปอด สะดือ หรือลำไส้ ในกรณีเกิดที่ปอด เวลามีประจำเดือนก็จะมีอาการหายใจไม่ออก พบว่าถ้าสะสมจนขนาดใหญ่ขึ้นอาจทำให้ปอดแตกได้ กรณีเกิดที่ลำไส้ ทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะการขับอาหารผ่านลำไส้ไม่ดี เป็นต้น

 

สำหรับสาเหตุของโรค มาจากการบีบตัวไหลย้อนกลับของประจำเดือนไปอยู่ในบริเวณต่างๆ ทำให้เกิดรอยโรค เกิดเป็นซีสต์ ก้อน ถุงน้ำ หรือที่พังพืด ผู้หญิงจำเป็นต้องสังเกตตัวเอง ซึ่งอาการเด่นๆ ของโรคนี้  ได้แก่ ปวดประจำเดือนรุนแรง ประจำเดือนมามากผิดปกติ แต่บางกรณีไม่มีประจำเดือนก็ปวดได้ และเป็นการปวดเรื้อรังติดต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป หรือมีบุตรยาก ในบางรายพบว่ามีหน้าท้องยื่นออกมามากคล้ายคนท้องก็มี หรือกรณีปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ หากมีอาการแบบนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัย

           

“ภาวะโรคเกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน แต่บางคนไม่แสดงอาการมาก และไม่เคยตรวจ พอสะสมนานวันเมื่อไหร่ที่ร่างกายไม่แข็งแรง โรคก็จะปรากฏออกมา ดังนั้นเราจึงเห็นคนที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ก็ยังเป็นโรคนี้ได้”

           

การรักษาโรคนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การใช้ยากิน และการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้กินยาก่อน ซึ่งตอนนี้มีการพัฒนายารักษาไปมาก สามารถลดขนาดซีสต์ และรักษาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 80% อย่างเช่น ยากินที่เป็นฮอร์โมนโปรเจสติสเดี่ยว ที่ผลิตมารักษาโรคนี้โดยตรง เช่น ไดโนเจส (Dienogest) ซึ่งหากมาพบแพทย์เร็ว สามารถรักษาได้ด้วยการกินยา

 

ส่วนในบางรายต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาซีสต์ออก ช่วยลดอาการของช็อกโกแลตซีสต์ได้ อย่างไรก็ตามหลังผ่าตัดไปแล้ว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถรักษาโรคให้หายได้อย่างถาวร เพราะสาเหตุของโรคมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งผลิตเยอะเกินปริมาณที่บริเวณรังไข่ ในขณะที่การผ่าตัดโดยทั่วไปจะไม่ได้ตัดรังไข่ออก ดังนั้นในรายที่เป็นชนิดรุนแรง และฝังลึกเข้าไปในอวัยะต่างๆ

           

หากผ่าตัดแล้วยังสามารถเป็นซ้ำได้ จากสถิติพบว่า ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ 10% ต่อปี นั่นหมายถึงหากผ่าตัดไปแล้ว 5 ปีกลับมาเป็นซ้ำได้ถึง 50-60% ดังนั้นหลังการผ่าตัด คนไข้กลุ่มนี้ยังต้องกินยาที่รักษาโรคนี้โดยตรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันกลับมาเป็นซ้ำ สำหรับในรายที่ต้องการมีบุตร ไม่ต้องเป็นกังวล เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาแล้ว สามารถมีบุตรได้

           

ดังนั้นหากมีอาการต่างๆ ที่เข้าข่ายเป็นช็อคโกแลตซีสต์ ผู้หญิงต้องรีบมาตรวจวินิจฉัย พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยจากแพทย์ในระยะเริ่มต้น สามารถป้องกันไม่ให้โรคสะสมรุนแรงได้

 

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 42 ฉบับที่ 3,819 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2565