‘จักรมณฑ์’ ลงนามตั้งรง.นํ้าตาลใหม่เข้าไม่เกิน10ราย

14 August 2015






“จักรมณฑ์”จ่อลงนามประกาศตั้งโรงงานนํ้าตาลใหม่ภายในสัปดาห์นี้ ลุ้น 51 คำขอ70-80 โรงงาน เชิงเค้ก สอน.ประเมินมีพื้นที่ให้ลงได้แค่ 7-10โรงงานเท่านั้น หลังกางแผนที่ดูแล้วติดระยะห่างรัศมี 50 กิโลเมตรจากโรงงานเดิม ขณะที่ 21 คำขออนุญาตขยายกำลังผลิตคาดฉลุยทุกโรงหีบอ้อยเกินเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว ขณะที่คนในวงการมองเจ้าเดิมๆ มีแผนชัดเจนคว้าใบอนุญาตไปครอง

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าขณะนี้ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเรื่องการอนุญาตให้ตั้งหรือย้าย หรือขยายโรงงานน้ำตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 6 สำนักนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าทางสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะส่งเรื่องมายังกระทรวงอุตสาหกรรมภายในสัปดาห์นี้ และตัวเองพร้อมจะลงนามประกาศฯได้ทันที เพื่อนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งจะมีผลใช้บังคับได้ภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ได้กำหนดให้โรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ที่ขออนุญาตตั้งหรือย้ายโรงงานน้ำตาลจะต้องมีระยะห่างจากเขตโรงงานน้ำตาลที่มีอยู่เดิม 50 กิโลเมตร และจะต้องมีแผนเตรียมปริมาณอ้อยจากการส่งเสริมและพัฒนาเข้าสู่โรงงานในปีแรกไม่น้อยกว่า 50% ของกำลังการผลิตของฤดูกาลผลิตนั้นๆ และกำหนดจำนวนวันหีบอ้อยของโรงงานทั่วประเทศเฉลี่ย 120 วันต่อปี และต้องไม่ใช่อ้อยของเกษตรกรที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานน้ำตาลที่ตั้งอยู่พื้นที่เดิม และต้องมีปริมาณอ้อยจากการส่งเสริมและพัฒนาอ้อยฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3 ปี และต้องไม่ใช่อ้อยของเกษตรที่เป็นคู่สัญญาของโรงงานน้ำตาลอื่น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งอ้อยวัตถุดิบ

การประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว จะเป็นการปลดล็อก การตั้งโรงงานน้ำตาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ สามารถยื่นขอตั้งโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นได้ จากเดิมที่ดำเนินการได้เฉพาะผู้ประกอบการรายเดิมที่ขอตั้งโรงงานใหม่หรือขยายกำลังการผลิตเท่านั้น และโรงงานน้ำตาลแต่ละแห่งจะต้องมีระยะห่างจากโรงงานเดิมหรือโรงงานน้ำตาลอื่นๆ ไม่ต่ำกว่า 50 กิโลเมตร จากเดิมที่กำหนดต้องมีระยะห่าง 80 กิโลเมตรขึ้นไป

นายพิชัย ตั้งชนะชัยอนันต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) เปิดเผยว่า หลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับแล้ว สอน.จะออกประกาศเกี่ยวกับเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับรองในการขออนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลและขยายโรงงานน้ำตาล ซึ่งจะมีรายละเอียด เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ต้องจัดเตรียม ไม่ว่าจะเป็น พิกัดของสถานที่ตั้งโรงงาน แผนการดำเนินงานจัดตั้งโรงงาน เป็นต้น แจ้งไปยังผู้ประกอบการให้มาหลักฐานต่างๆ ภายในระยะเวลา 1 เดือน และสอน.จะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยจะเรียงลำดับการยื่นคำขอก่อนและหลังไล่กันไป หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็ต้องตัดออกไป และไปพิจารณาโรงงานในลำดับถัดไปแทน

ส่วนจำนวนผู้ที่มายื่นขอตั้งโรงงานน้ำตาล จากการรวบรวมพบว่าตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นคำขอเข้ามาจำนวน 51 คำขอ ซึ่งบางคำขอมีการขอตั้งโรงงานน้ำตาลเข้ามามากกว่า 1 แห่ง ไปจนถึงสูงสุด 9 แห่ง รวมจำนวนโรงงานที่ขอตั้งใหม่ประมาณ 70-80 โรงงาน ซึ่งแต่ละโรงงานจะมีกำลังการผลิตตั้งแต่ 1.8-2 หมื่นตันต่อวัน ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 5-6 พันล้านบาท และมีการยื่นคำขอขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลเดิมเข้ามาจำนวน 21 คำขอ ขนาดกำลังผลิตประมาณ 1.2-2 หมื่นตันต่อวัน เงินลงทุนแห่งละประมาณ 1-2 พันล้านบาท

ทั้งนี้ จากจำนวนคำขอที่ยื่นเข้ามามากนั้น มองว่าผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องการกีดกันไม่ให้กลุ่มโรงงานน้ำตาลรายอื่นๆ เกิดขึ้น เพราะหากกางแผนที่ดูแล้วจำนวนโรงงานเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันกว่า 50 แห่ง และเมื่อรวมกับครม.อนุมัติจำนวน 11 โรงงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง 7 โรงงาน เมื่อนำระยะห่างในรัศมี 50 กิโลกเมตรมาวัด พบว่าจะมีโรงงานน้ำตาลที่ตั้งใหม่เกิดขึ้นได้ 7-10 แห่ง เท่านั้น นอกจากนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะติดหลักเกณฑ์ระยะห่างการตั้งไม่ถึง 50 กิโลเมตร

ในขณะที่การขยายกำลังการผลิตนั้น มองว่าอาจจะได้รับการอนุญาตได้ทั้งหมด เนื่องจากจะพิจารณาจากปริมาณอ้อย และแผนส่งเสริมแผนพัฒนาอ้อยติดต่อกัน 3 ปี โดยไม่ใช้อ้อยของคู่สัญญาจากโรงงานอื่น ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละโรงงานก็มีการหีบอ้อยไม่ทันตามกำหนดระยะเวลา 120 วัน เนื่องจากมีปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้น ดังนั้น การอนุญาตขยายกำลังการผลิตจึงไม่น่ามีปัญหาอะไร 

ส่วนกรณีที่โรงงานน้ำตาลที่ผ่านครม.อนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการก่อสร้าง 4 โรงงาน ซึ่งใบอนุญาตจะหมดในปี 2559 นั้น หากยังไม่มีการแจ้งกลับมาภายใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ ทางสอน.จะตัดสิทธิ์ และหากจะดำเนินการตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ ก็จะต้องยื่นคำขอเข้ามาตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่กำหนดระยะห่างในการพิจารณา

แหล่งข่าวจากวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกล่าวว่าในจำนวน 51 โรงงานที่ยื่นขอใบอนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่นั้นจะมีเข้าเกณฑ์อยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตร และมีแผนส่งเสริมการปลูกอ้อยชัดเจนไม่ถึง 10 ราย ทั้งหมดเป็นกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลที่ทำอยู่แล้วและต้องการจะลงทุนตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ เช่น กลุ่มน้ำตาล มิตรผล วังขนาย กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ไทยรุ่งเรือง บริษัทน้ำตาลเอราวัณ อุตสาหกรรมน้ำตาลโคราช และกลุ่มน้ำตาลเกษตรไทย เป็นต้น ส่วนโรงงานน้ำตาลที่ขอขยายอีกจำนวน 21 รายนั้นน่าจะได้รับการส่งเสริมทั้งหมด

นายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด กล่าวถึงสาเหตุหลักที่ผู้ประกอบการยื่นขอตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่และขยายกำลังผลิตโรงงานเดิมเพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้นเกิดจาก 2 เหตุผลหลักคือ 1.สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ชาวนาที่ปลูกข้าวนาดอนหันไปปลูกอ้อยแทน เนื่องจากการปลูกข้าวต้องใช้ปริมาณน้ำมาก ในขณะที่การปลูกอ้อยใช้น้ำไม่มาก และเหมาะกับสภาพอากาศในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากขึ้น 2.อ้อยเข้ามามีบทบาทในการผลิตพลังงานทดแทนได้มากขึ้น ก็จะแก้ปัญหาได้เมื่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำลง ซึ่งที่ผ่านมาเราพึ่งพาตลาดส่งออกมากถึง 75% ทำให้ได้รับผลกระทบทุกครั้งที่ราคาในตลาดโลกร่วง เช่น ปัจจุบันที่ราคาน้ำตาลทรายดิบลงมาอยู่ที่ 10-11 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น

อนึ่ง ฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลปี2557/2558 มีกำลังผลิตน้ำตาลอยู่ที่ 11 ล้านตันน้ำตาลต่อปี และผลิตอ้อยได้ที่ประมาณ 106 ล้านตันอ้อย และมีการคาดการณ์ว่าปี 2558/2559 ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับปี 2557/2558

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3078 วันที่ 13 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558


พิชัย ตั้งชนะชัยอนันต์ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและนํ้าตาลทราย จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ฐานเศรษฐกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม คณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักนายกรัฐมนตรี โรงงานน้ำตาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด