อย่าหวังอัตราแลกเปลี่ยนให้มากบาทอ่อนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

9 April 2015






การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในหลายประเทศที่มีความแตกต่าง อาทิ ธนาคารกลางยุโรป (ECB ) ที่เริ่มมาตรการเชิงปริมาณเงิน (QE) โดยทำการซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 60 ล้านยูโรต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2558  ธนาคารกลางอินโดนีเซีย, เกาหลีใต้ และจีน  ที่ปรับลดดอกเบี้ยลง หรือกรณีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ได้ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% เป็นครั้งแรกในรอบปี หลังเสียงเรียกร้องของภาคธุรกิจ-ผู้ประกอบการที่ต้องการให้กนง.ลดดอกเบี้ยเพื่อกดเงินบาทให้อ่อนค่าลง

โจทย์ในสถานการณ์ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงินโลก และทิศทางค่าบาทจะไปทางไหน คงไม่มีใครจะตอบได้ดีเท่าธปท. นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

 

QEยุโรปกระทบไม่เท่าสหรัฐฯ

ประเมินจากการทำคิวอีของยุโรป เพียงไม่กี่วันที่อีซีบีเริ่มทำ
การซื้อสินทรัพย์ ค่าเงินยูโรได้ดร็อป (drop) ลงไปเร็วมาก  ผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่นๆก็ลดลง เพราะค่าเงินยูโรด้อยค่า ซึ่งประเมินปริมาณเงินของไพรเวตฟันด์ที่ลงทุนจากผลของคิวอียูโรเที่ยวนี้  กับที่ลงทุนในดอลลาร์สหรัฐฯช่วงคิวอีสหรัฐฯ 1, 2, 3 ก็คนละสเกล  เพราะตลาดยูโรมาจากแต่ละประเทศที่ความเสี่ยงเครดิตและสภาพคล่องต่างกัน  ฉะนั้นเงินลงทุนที่ออกมาจะไม่มากเหมือนที่เคยลงทุนในตลาดดอลลาร์สหรัฐฯ

และมองในแง่ของประเทศที่จะเลือกลงทุน วันนี้พื้นฐาน fundamental ในแต่ละตลาดเปลี่ยนไป ประเทศในตลาดเกิดใหม่ ( Emerging Markets : EM) ในภูมิภาค
ต่างๆซึ่งเคยเป็นผู้รับก็ได้รับเงินในจำนวนที่ต่างกัน โดยจะเห็นว่าประเทศที่เคยเป็นผู้รับการลงทุนมหาศาลในช่วงที่เป็นคิวอีสหรัฐฯ   แต่ขณะนี้ไม่เพียงไม่ได้รับเงินยังมีเงินไหลออกด้วยซํ้า

นอกจากนี้มองจากการดำเนินนโยบายการเงินตลอดจนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็อยู่คนละ
ไซเคิลกับยุโรป เศรษฐกิจสหรัฐฯมีความชัดจนในเรื่องการฟื้นตัวแม้จะยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่คนเชื่อมั่นว่า ผ่านจุดที่เลวร้ายมาแล้ว ดังนั้นเงินส่วนหนึ่งจึงกลับมาที่สหรัฐฯเองซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตดี ทำให้การเคลื่อนย้ายของทุนในเที่ยวนี้จึงมีทั้งที่ไหลเข้าบ้าง และไหลออก แต่เรามีความเชื่อว่าทั้งเงินจากญี่ปุ่นก็ดีหรือยุโรป จะไม่ไหลเข้า EM เอเชียมากเท่ากับที่เคยเห็นในช่วงคิวอีของสหรัฐฯ ด้วยขนาดของเงินที่ไม่เท่ากัน แม้ว่าญี่ปุ่นจะสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ แต่เท่าที่ผ่านมา เขาจะเลือกลงทุนในตลาดประเทศพัฒนา มากกว่าประเทศอย่างพวกเรา

“การติดตามการไหลของเงิน เราค่อนข้างจะสบายใจขึ้นว่าเงินทุนจะไม่มาทางเรามากนัก หรือมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในแบบของการลงทุนในหลักทรัพย์ เมื่อเทียบกับช่วงที่ทำคิวอีของสหรัฐฯ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้การันตีว่าเงินจะไม่มา”

 

บาทแข็งเหตุ“บัญชีสะพัดเกินดุล”

รองผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่าปัจจัยที่จะมีผลมากขึ้นเรื่อยๆต่อการเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์สหรัฐฯในประเทศ และสะท้อนผ่านทำให้เงินบาทแข็งค่าก็มาจาก “การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด” เพราะเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีบวกบ้าง ลบบ้าง แต่ไม่เคยเป็นบวกมากเท่าขณะนี้ ถือเป็นภาวะไม่ปกติ กล่าวคือส่งออกไม่ดี แต่นำเข้ายิ่งไม่ดีมากกว่า (ปี 2557 มูลค่าส่งออกติดลบ 0.3%, นำเข้าติดลบ 8.5% บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 14.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3.8% ของจีดีพี, เดือนม.ค. 58 บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

“การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีแนวโน้มการ surplus ของดอลลาร์สหรัฐฯในประเทศมีเป็นจำนวนค่อนข้างสูง ซึ่งต้องยอมรับว่าเมื่อมองไปในอดีตประเทศไทยไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มานานมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จุดนี้ต้องวกกลับมาดูกันเพราะหากไม่ทำแล้วประเทศไทยจะแข่งสู้คู่แข่งไม่ได้”

มองในด้านการ surplus ของดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้านถือเป็นข่าวดีที่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศ
ไทยมีแผนจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน  การนำเข้าสินค้าทุน (capital goods) เครื่องจักรขนาดใหญ่ก็ดี ตลาดเจ้าเก่าที่ผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่ก็คือยุโรป และญี่ปุ่น หากซื้อได้ในช่วงนี้ก็จะได้ราคาถูกมาก เพราะเทียบสกุลบาทต่อเยนไม่นานนี้เราอยู่ที่ 32 บาท 35 บาทต่อ 100 เยน แต่ช่วงนี้อยู่ที่ 27 บาทต่อ 100 เยน คือคุณได้มาเกือบ 20%หรือซื้อของได้ถูกลง 20% เช่นเดียวกับค่าเงินยูโร จากที่ 1.2-1.3 ยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้ค่าเงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐฯแทบจะเป็นพาร์ 
(0.92 ยูโรเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ : 23 มี.ค.58 ) หรือยูโรเทียบบาทจากที่เคยอยู่กว่า 40 บาทต่อยูโร ตอนนี้อยู่แถวๆ 35 บาทต่อยูโร ถูกลงมากมาย”

 

แนะใช้จังหวะเร่งเครื่องลงทุน

นางผ่องเพ็ญ แนะต่อว่าทั้งภาครัฐและเอกชนควรใช้โอกาสจากจังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการนำเข้าสินค้าทุนที่สอดคล้องกับประเทศในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการที่จะใช้เป็นประโยชน์ก็ไม่จำเป็นว่าต้องแลกเงินไปซื้อเครื่องจักรวันนั้นเลย แต่สามารถเข้าไปซื้ออัตราแลกเปลี่ยนในอัตราที่คิดว่ารับได้ในวันนี้ และเก็บเอาไว้โดยที่ยังไม่ต้องซื้อเครื่องจักร แต่เมื่อไรที่คิดว่าพร้อมจะลงทุน เงินตรงนี้ก็สามารถเอาไปใช้ได้ เป็นโอกาสของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีโครงการลงทุน Big Ticket Items

นอกจากนี้ มองในด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทุกวันนี้ถือว่าตํ่ามาก Yield Curve แทบจะอยู่ในจุดที่ตํ่าสุดในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่ถูกมาก จึงเป็นจังหวะที่ธุรกิจสามารถกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่ตํ่ามาก คือสูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไม่มาก หลายๆธุรกิจสามารถจะระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ในอัตราที่ตํ่ากว่าการกู้ผ่านแบงก์พาณิชย์ด้วยซํ้าไป และการออกหุ้นกู้ที่ผ่านมาความต้องการซื้อก็มีมากกว่าปริมาณการขายอยู่แล้ว

“บาทอ่อนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย”

รองผู้ว่าการธปท. ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ธปท.ดูแลค่าเงินเพื่อไม่ให้แข็งจนเป็นอุปสรรคส่งออก? ว่าช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาก  เราก็สามารถส่งออกโตด้วยเลข 2 หลัก แต่ในช่วงที่ค่าเงินอ่อน ส่งออกไม่ดีก็มี ฉะนั้นค่าเงินจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการส่งออก แต่แน่นอนว่าค่าเงินอ่อนจะทำให้ผู้ส่งออกมีเงินบาทในกระเป๋าเพิ่มขึ้น แต่ถามว่าเขาจะสามารถส่งออกในเชิงปริมาณของดอลลาร์สหรัฐฯได้เพิ่มขึ้นหรือไม่?

“อย่ามาหวังอัตราแลกเปลี่ยนให้มากเกินไป มันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  แบงก์ชาติอาจจะช่วยได้ระยะสั้น แต่ไม่สามารถช่วยได้ตลอดไป และที่ผ่านมาก็ช่วยเยอะไปด้วยซํ้า  แต่ก็ยังไม่ถึงจุดที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาแข่งขันได้ด้วยตนเอง  และสถานการณ์โลกปัจจุบันต้องยอมรับว่าดีมานด์ตลาดโลกลดลง การทำมาค้าขายไม่ง่าย ต้องไปเน้นความคิดค้นปรับปรุงโปรดักต์ แข่งขันด้วยความสามารถที่แท้จริงจะยั่งยืนกว่า”

ลดดอกเบี้ยกระตุกความเชื่อมั่น

ทั้งยังได้กล่าวถึงการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลายประเทศในเวลานี้ว่า ส่วนหนึ่งก็เพื่อดูแลเงินเฟ้อที่ตํ่าไม่อยากให้เข้าสู่เงินฝืด ส่วนหนึ่งก็หวังจะลดการแข็งค่าของค่าเงินประเทศเขา แต่กรณีของกนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 จาก 2.00% เหลือ 1.75% ก็หวังช่วยพยุงการ drop ของความเชื่อมั่น  เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภค - ภาคธุรกิจ การลงทุนในช่วงที่ผ่านมาชะลอลง เพราะหากความเชื่อมั่น drop ลง อะไรต่างๆ ก็จะ drop ลงด้วย

การลดดอกเบี้ยจะช่วยชะลอความเชื่อมั่นที่ตกไป แต่ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ย ในช่วงเวลานี้ประสิทธิผลจะแตกต่างกับช่วงก่อนหน้า ดอกเบี้ย 0.25% อาจไม่มีผลให้ต้นทุนถูกลง  และแบงก์พาณิชย์ส่วนหนึ่งก็ยังไม่ลดดอกเบี้ย

นอกเหนือจากนโยบายการเงิน เราก็คาดหวังในส่วนขององคาพยพอื่น ที่มีเครื่องมือมีประสิทธิผลมากกว่า เช่นนโยบายการคลัง หากสามารถยืนระดับการเบิกจ่ายที่ดีขึ้นบ้างก็จะช่วยได้ไม่น้อย มาตรการคลังถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเอาเงินไปจ่าย ขณะที่นโยบายการเงินต้องผ่านหลายขั้นตอน ผ่านแบงก์ แบงก์ต้องปล่อยกู้  และจริงๆแล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย เพราะไม่ใช่ประชานิยม เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันระยะปานกลางได้ดี เพียงแต่ว่าช่วงนี้รัฐบาลอาจจะรู้สึกว่า อยากจะดูแลในเรื่องธรรมาภิบาล และมุ่งปฏิรูปประเทศ ซึ่งส่วนตนก็เห็นด้วยว่าเป็นจังหวะที่ควรจะทำ เพราะถ้าไม่ใช่จังหวะนี้ จะไปทำเมื่อไร

แค่ขอให้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเรื่องเสียเปล่า


อัตราแลกเปลี่ยน บาทอ่อน สหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป นโยบายการเงิน ธนาคารกลาง พันธบัตรรัฐบาล ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ