การจัดการความขัดแย้งของธุรกิจครอบครัว

10 December 2015






ความขัดแย้งถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของการมีมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นทั้งในครอบครัวหรือในธุรกิจ โดยความขัดแย้งนั้นเป็นได้ทั้งบวกและลบ หากสามารถจัดการอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ การวางแผนและการตัดสินใจที่ดีขึ้น และมีความรู้สึกเชื่อใจและผูกพันกันมากขึ้น1 จากการศึกษาของ Family Business Australia, KPMG และ Family Business Education and Research Group (FBERG) แห่ง The University of Adelaide ได้ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัวในออสเตรเลีย จำนวน 1,700 ราย และได้ผลตอบกลับจำนวน 12% หรือประมาณ 204 ราย ในช่วงเดือนมิถุนายน 2015 พบว่า เมื่อทำการศึกษาผลการดำเนินงานของธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ โดยบรรลุทั้งเป้าหมายของธุรกิจและของครอบครัวนั้น 2

พบว่า ธุรกิจครอบครัวกว่า 80% บอกว่าพวกเขาเคยประสบกับความขัดแย้ง/ความตึงเครียดระหว่างสมาชิกในครอบครัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (เทียบกับการสำรวจในปี 2013 มีเพียง 60% ) โดยพบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.) ประเด็นในเรื่องการสร้างวิสัยทัศน์ เป้าหมายและกลยุทธ์ (เช่น ทิศทางในอนาคต) 2.) ความสมดุลระหว่างความต้องการของธุรกิจกับครอบครัว 3.) การสื่อสารในครอบครัว 4.) ประเด็นเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจ 5.) ภาวะวิกฤติทางการเงิน เป็นที่น่าสนใจว่า วิสัยทัศน์ เป้าหมายและกลยุทธ์นั้นเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวในการสำรวจสามครั้งล่าสุดที่ผ่านมา (ปี 2011, 2013, 2015) นอกจากนี้ตั้งแต่ทำการสำรวจครั้งแรกในปี 2005 ทำให้ไม่ประหลาดใจเลยที่พบว่า ความสมดุลระหว่างของความต้องการของธุรกิจกับครอบครัวยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญ เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจในปี 2013 พบว่าการสื่อสารในครอบครัวและประเด็นที่เกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวเป็นสาเหตุของความขัดแย้งภายในครอบครัวมากขึ้น

นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์เพิ่มเติมเปิดยังเผยว่าความขัดแย้งมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อวงจรชีวิตของธุรกิจครอบครัว ตัวอย่างเช่น ความสมดุลระหว่างความต้องการของธุรกิจกับครอบครัว การสื่อสารในครอบครัวและประเด็นเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวมักมีแนวโน้มที่จะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น ทั้งนี้เมื่อธุรกิจครอบครัวถูกถ่ายโอนจากรุ่นผู้ก่อตั้งไปยังรุ่นต่อๆ ไป (อาจหมายรวมถึง หุ้นส่วนพี่น้อง หรือกลุ่มเครือญาติ) พวกเขามักมีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้งในเรื่องของทิศทางในอนาคตของธุรกิจ (เช่น วิสัยทัศน์ เป้าหมายและกลยุทธ์)มากกว่าบริษัทที่บริหารโดยรุ่นผู้ก่อตั้ง

ในการสำรวจในปี 2013 ธุรกิจครอบครัวประมาณ 50% ระบุว่าการรวมตัวกันของครอบครัวทั้งแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการเป็นกลไกที่ใช้มากที่สุดในการอภิปรายประเด็นที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และกลไกรองลงมาที่นิยมใช้กันคือการมีคณะกรรมการบริษัทแบบเป็นทางการ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2015 เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวที่มี สภาครอบครัว ( Family Council) (เป็นตัวอย่างการรวมตัวอย่างเป็นทางการของครอบครัว) มีความเป็นไปได้น้อยกว่าที่จะเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สภาครอบครัวเป็นเวทีใหญ่ที่สุดสำหรับให้สมาชิกในครอบครัว ได้เสนอและอภิปรายประเด็นที่เป็นปัญหา และยังจะได้เปิดเผยความคาดหวังของพวกเขาที่มีต่อสมาชิกคนอื่นๆ ทั้งนี้ยังอาจรวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสมาชิกในครอบครัว นโยบายการปันผล (ความต้องการของครอบครัวกับความจำเป็นในการลงทุนของธุรกิจ) อนาคตของธุรกิจ เป็นต้น

เมื่อธุรกิจครอบครัวเติบโตขึ้นและถูกส่งผ่านไปสู่รุ่นที่ 2 ก็มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างสภาครอบครัวและพัฒนาธรรมนูญครอบครัวขึ้นมา กลยุทธ์เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวสามารถบริหารเรื่องที่เป็นปัญหาอันดับ 1 ได้แก่ วิสัยทัศน์ร่วมและเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในวงกว้างและบริบททางสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องมั่นใจว่าพวกเขาปลูกฝังค่านิยมร่วมในอนาคตในบริษัทเพื่อให้สามารถบริหารการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ต่อไป

ที่มา:
1. Carlock, R.S. and Ward, J.L. 2010. When Family Businessess are Best: The Parallel Planing Process for Family harmony and Business Success. Palgrave Macmillan, Hampshire, UK.
2. KPMG and Family Business Australia. 2015. Family businesses: Optimistic, entrepreneurial, open to disruptive technologies. Family Business Survey 2015. Available: http://www.fambiz.org.au/wp-content/uploads/FBA-KPMG-Family-Business-Survey-2015_WEB.pdf

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 35 ฉบับที่ 3,112 วันที่ 10 - 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558


ธุรกิจครอบครัว KPMG ออสเตรเลีย The University of Adelaide