
เปิดผลสอบโศกนาฏกรรม Jeju Air ตก รัฐฯลดงบก่อสร้างสนามบิน
โศกนาฏกรรม"เครื่องบิน Jeju Air ตก" เกาหลีใต้เปิดผลสอบสุดช็อก! พบโครงสร้างสนามบินไม่ผ่านมาตรฐาน เหตุลดงบก่อสร้าง
KEY
POINTS
- ผลการสอบสวนโศกนาฏกรรมเครื่องบิน Jeju Air ตกชี้ว่า กระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้ได้ตัดลดงบประมาณและอนุมัติโครงสร้างความปลอดภัยสนามบินที่ไม่เหมาะสมมานานกว่า 2 ทศวรรษ
- สาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือเครื่องบินได้พุ่งชนฐานคอนกรีตของเสาสัญญาณนำร่อง ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายและไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ต้องแตกหักได้ง่ายเมื่อถูกชน
- ผู้ตรวจสอบพบการติดตั้งโครงสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานลักษณะเดียวกันนี้ถึง 14 แห่งใน 8 สนามบิน ซึ่งรวมถึงสนามบินมูอัน และได้รับการอนุมัติอย่างไม่ถูกต้องมาตลอด 22 ปี
- รายงานยังระบุถึงข้อบกพร่องด้านการป้องกันเหตุจากนกชน (Bird-strike) และการจัดการความปลอดภัยทางอากาศในด้านอื่นๆ ด้วย
วันที่ 11 มีนาคมม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า คณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติระบุในรายงานการจัดการความปลอดภัยด้านการบินว่า กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้ได้ตัดลดงบประมาณการก่อสร้างและอนุมัติโครงสร้างความปลอดภัยของสนามบินที่ไม่เหมาะสมมานานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งการเปิดเผยนี้มีขึ้นภายหลังเหตุการณ์เครื่องบิน Jeju Air ตกที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 179 ราย
โศกนาฏกรรมเมื่อเดือนธันวาคม 2024 เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Boeing 737-800 ที่ประสบเหตุถูกนกชน (Bird-strike) จนต้องลงจอดด้วยท้องเครื่อง (Belly-landing) และไถลออกนอกรันเวย์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องเกือบทั้งหมดเสียชีวิตหลังจากเครื่องบินพุ่งชนกับฐานรองรับคอนกรีตของเสาสัญญาณนำร่อง (Localizer Antenna) โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 ราย ซึ่งเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่อยู่บริเวณส่วนท้ายของเครื่อง
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (Board of Audit and Inspection) ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารว่า กระทรวงฯ ได้สร้างคันดินคอนกรีตสูง 2.4 เมตร (7.9 ฟุต) เพื่อใช้เป็นฐานวางระบบ Localizer ซึ่งเป็นระบบนำทางในการลงจอด ที่สนามบินมูอัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขุดดิน โดยไม่มีการตรวจสอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วน
ตามมาตรฐานสากล โครงสร้างของระบบ Localizer ควรได้รับการออกแบบให้สามารถแตกหักหรือหลุดออกได้ง่าย (Frangibility) เมื่อเกิดการกระแทกจากอากาศยาน
ผู้ตรวจสอบระบุว่า กระทรวงฯ ได้อนุมัติการติดตั้งระบบ Localizer ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจำนวน 14 แห่ง ในสนามบิน 8 แห่ง ซึ่งรวมถึงสนามบินมูอัน กิมแฮ และเชจู นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปีที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้ออกใบอนุญาตปฏิบัติการและอนุมัติการตรวจสอบตามระยะเวลาที่ระบุอย่างผิดพลาดว่าโครงสร้างเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานการแตกหักง่าย (Frangibility standards) แล้ว
รายงานยังระบุถึงข้อบกพร่องในวงกว้างเกี่ยวกับการป้องกันเหตุจากนกชน และแง่มุมอื่นๆ ของการจัดการความปลอดภัยทางอากาศ พร้อมทั้งแจ้งให้กระทรวงฯ ทราบถึงกรณีความผิดหรือความล้มเหลวในเชิงกระบวนการจำนวน 30 กรณี
กระทรวงคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และที่ดิน กล่าวว่าทางกระทรวง "น้อมรับ" ผลการตรวจสอบ และจะดำเนินมาตรการติดตามผลอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปรับปรุงระบบ Localizer และยกระดับการป้องกันเหตุจากนกชนให้เข้มงวดขึ้น
โฆษกของ KAC หรือ บริษัทการท่าอากาศยานเกาหลี (Korea Airports Corp )กล่าวว่า ผู้ดำเนินการสนามบินกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงตามที่ระบุในรายงาน
ส่วนทางด้านสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านรายหนึ่งกล่าวเมื่อเดือนมกราคม โดยอ้างถึงการจำลองสถานการณ์ในรายงานอีกฉบับที่รัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้างว่า อุบัติเหตุครั้งนี้อาจไม่นำไปสู่ความสูญเสียถึงชีวิต หากไม่มีคันดินคอนกรีตอยู่ที่บริเวณปลายรันเวย์
อย่างไรก็ตาม รายงานการสืบสวนฉบับเต็มยังคงรอการเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยขณะนี้ได้เลยกำหนดการหนึ่งปีสำหรับการนำเสนอรายงานความคืบหน้าไปแล้ว
ปัจจุบัน ท่าอากาศยานมูอันยังคงปิดทำการนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อใด
ที่มาข้อมูล-ภาพ
- Reuters

