คำต่อคำสุนทรพจน์ มาร์ค คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา ชี้ระเบียบโลกเก่าแตกหักครั้งใหญ่

22 ม.ค. 2569 | 04:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ม.ค. 2569 | 04:32 น.

คำต่อคำสุนทรพจน์ มาร์ค คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา บนเวที World Economic Forum 2026 ชี้ระเบียบโลกเก่าแตกหักครั้งใหญ่ ระเบียบโลกแบบเดิม "จะไม่หวนกลับมา" กระตุ้นให้ประเทศซึ่งกุมอำนาจขนาดกลางมารวมตัวกัน

KEY

POINTS

  • มาร์ค คาร์นีย์ นายกฯ แคนาดา ชี้ว่าระเบียบโลกเก่าที่ยึดตามกฎเกณฑ์ได้ "แตกหัก" ลงแล้ว และโลกกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ
  • เขาเรียกร้องให้ประเทศอำนาจระดับกลางอย่างแคนาดาต้องเลิกใช้ชีวิตอยู่กับ "ความลวง" ของระเบียบโลกเก่า และร่วมมือกันสร้างอำนาจต่อรองเพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง
  • แคนาดากำลังปรับยุทธศาสตร์ใหม่เป็น "สัจนิยมที่ยึดมั่นในค่านิยม" โดยสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรที่หลากหลายและยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำสุนทรพจน์ นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ (Mark Carney) แห่งแคนาดา บนเวที World Economic Forum 2026 โดยระบุว่า คือสุนทรพจน์ที่จะ ‘ปักหมุดสำคัญ’ ในประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกครั้งใหญ่ เพื่อให้คนที่สนใจการต่างประเทศได้ทำความเข้าใจ

สำหรับสุนทรพจน์ มาร์ก คาร์นีย์ ณ WEF 2026 เริ่มต้นด้วยการระบุว่า ในช่วงเวลาที่เป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ที่แคนาดาและโลกกำลังเผชิญอยู่ ‘จุดแตกหัก’ (Rupture) ของระเบียบโลก การสิ้นสุดลงของนิยายอันสวยหรู และการเริ่มต้นของความเป็นจริงที่โหดร้าย ที่ซึ่งภูมิรัฐศาสตร์ และมหาอำนาจหลัก ‘ไร้ซึ่งขีดจำกัดและข้อผูกมัดใดๆ’ ในอีกด้านหนึ่ง ต้องการบอกประเทศอื่นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ประเทศอำนาจระดับกลาง (Intermediate / Middle Powers) อย่างแคนาดานั้น ‘ไม่ได้ไร้อำนาจ’ แต่มีศักยภาพที่จะสร้างระเบียบใหม่ที่โอบรับค่านิยมของเรา เช่น การเคารพสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่างๆ

อำนาจผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า เริ่มต้นที่ ‘ความซื่อสัตย์ต่อความจริง’

นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า เหมือนว่าทุกวันนี้ เราถูกย้ำเตือนอยู่เสมอว่าอยู่ในยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ว่าระเบียบโลกที่ ‘ยึดกฎกติกาเป็นฐาน’ (Rules-based Order) กำลังเลือนหายไป และว่า ‘ผู้แข็งแกร่งทำในสิ่งที่ตนทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอก็ต้องจำยอมรับชะตากรรมที่ตนต้องเผชิญ’

วาทะของทูซิดิดีส (Thucydides) นี้ถูกนำเสนอราวกับว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นตรรกะตามธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หวนกลับมาสำแดงเดชอีกครั้ง เมื่อเผชิญกับตรรกะเช่นนี้ ย่อมเกิดแนวโน้มที่ประเทศต่างๆ จะโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมประนีประนอม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยหวังว่าการยอมทำตามจะซื้อความปลอดภัยได้

แต่ความจริงคือ ‘มันช่วยไม่ได้’แล้วเรามีทางเลือกอะไรบ้าง

ในปี 1978 วาตส์ลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) ผู้เห็นต่างชาวเช็ก ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประธานาธิบดี ได้เขียนบทความชื่อ The Power of the Powerless (อำนาจของผู้ไร้อำนาจ) ในนั้นเขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ‘ระบบคอมมิวนิสต์ดำรงอยู่ได้อย่างไร’

คำตอบของเขาเริ่มต้นที่ ‘คนขายผัก’ ทุกเช้า เจ้าของร้านขายผักผู้นี้จะติดป้ายที่หน้าต่างร้านว่า ‘ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน’ เขาไม่ได้เชื่อในข้อความนั้น ไม่มีใครเชื่อ แต่มันถูกติดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เพื่อส่งสัญญาณว่า ‘ฉันยอมทำตามแล้วนะ’ เพื่อให้เข้ากับคนอื่นได้ และเพราะเจ้าของร้านทุกคนบนถนนทุกสายทำเหมือนกัน ระบบจึงดำรงอยู่ต่อไปได้ ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านการมีส่วนร่วมของคนธรรมดาในพิธีกรรมที่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องหลอกลวงฮาเวลเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำลวง’ (Living within a lie)

นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า อำนาจของระบบ ‘ไม่ได้’ มาจากความจริง แต่มาจาก ‘ความเต็มใจ’ ของทุกคนที่จะแสดงละครราวกับว่าเป็นเรื่องจริง และความเปราะบางของระบบก็มาจากแหล่งเดียวกัน

เมื่อมีใครสักคนหยุดแสดง เมื่อคนขายผักปลดป้ายนั้นลง ภาพลวงตาก็จะเริ่มแตกร้าว เพื่อนๆ ครับ ถึงเวลาแล้วที่บริษัทและประเทศต่างๆ จะต้อง ‘ปลดป้ายนั้นลง

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ประเทศอย่างแคนาดารุ่งเรือง ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า ‘ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดกฎกติกาเป็นฐาน’ โดยเข้าร่วมสถาบันต่างๆ ยกย่องหลักการ และได้รับประโยชน์จากความแน่นอน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยึดตามค่านิยมภายใต้การคุ้มครองของระเบียบนั้น

เรารู้อยู่แล้วว่าเรื่องราวของระเบียบโลกนี้เป็นเรื่องเท็จอยู่บางส่วน เรารู้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะยกเว้นตัวเองจากกฎเมื่อสะดวก เรารู้ว่ากฎการค้าถูกบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียม และเรารู้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศถูกนำมาใช้ด้วยความเข้มงวดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือเหยื่อเป็นใคร แต่นิยายเรื่องนี้มีประโยชน์ และความเป็นจ้าวโลก (Hegemony) ของอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ช่วยจัดหาสินค้าสาธารณะ เปิดเส้นทางเดินเรือ ระบบการเงินที่มั่นคง ความมั่นคงร่วมกัน และสนับสนุนกรอบการทำงานเพื่อระงับข้อพิพาท ดังนั้น เราจึงติดป้ายไว้ที่หน้าต่าง เราเข้าร่วมในพิธีกรรม และส่วนใหญ่เราหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงช่องว่างระหว่างคำสวยหรูเหล่านั้นกับความเป็นจริง ข้อตกลงนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ผมขอพูดตรงๆ ว่า เรากำลังอยู่ท่ามกลาง ‘การแตกหัก’ (Rupture) ไม่ใช่แค่ช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเชื่อมโยงกันของโลกแบบสุดโต่ง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มหาอำนาจได้เริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องต่อรอง ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อบีบบังคับ และใช้ห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนเพื่อแสวงหาประโยชน์

คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำลวงเรื่อง ‘ผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการบูรณาการ’ ได้ ในเมื่อการบูรณาการนั้นกลายเป็น ‘ต้นเหตุที่ทำให้คุณตกเป็นเบี้ยล่าง’

สถาบันพหุภาคีที่ประเทศอำนาจระดับกลางเคยพึ่งพา อย่าง WTO, UN หรือ COP สถาปัตยกรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแห่งการแก้ปัญหาร่วมกัน กำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคาม ผลที่ตามมาคือ หลายประเทศกำลังได้ข้อสรุปเดียวกันว่า

พวกเขาต้องสร้าง ‘ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Autonomy) ให้มากขึ้น ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร แร่ธาตุสำคัญ การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน แรงขับนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ประเทศที่ไม่สามารถหาอาหาร พลังงาน หรือป้องกันตัวเองได้ ย่อมมีทางเลือกน้อย เมื่อกฎกติกาไม่สามารถปกป้องคุณได้ คุณก็ต้องปกป้องตัวเอง

พร้อมระบุว่า ต้องมองให้ชัดเจนว่า สิ่งนี้จะนำไปสู่จุดไหน โลกที่เต็มไปด้วยป้อมปราการจะเป็นโลกที่ยากจนลง เปราะบางขึ้น และยั่งยืนน้อยลง และยังมีความจริงอีกข้อหนึ่ง หากมหาอำนาจละทิ้ง แม้กระทั่งความพยายามที่จะเสแสร้งรักษากฎและค่านิยม เพื่อไล่ล่าอำนาจและผลประโยชน์อย่างไร้ขีดจำกัด ผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนแบบ ‘ยื่นหมูยื่นแมว’ (Transactionalism) จะยิ่งทำได้ยากขึ้น

รัฐมหาอำนาจไม่สามารถแปลงความสัมพันธ์ให้เป็นตัวเงินได้ตลอดไป พันธมิตรจะเริ่มกระจายความเสี่ยง (Diversify) เพื่อป้องกันความไม่แน่นอน

พวกเขาจะซื้อประกัน เพิ่มทางเลือกเพื่อสร้างอธิปไตยขึ้นใหม่ อธิปไตยที่ครั้งหนึ่งเคยตั้งอยู่บนกฎกติกา แต่จากนี้ไปจะยึดโยงอยู่กับ ‘ความสามารถในการทนทานต่อแรงกดดัน’ มากขึ้นเรื่อยๆ คนในห้องนี้ทราบดีว่า นี่คือการบริหารความเสี่ยงแบบคลาสสิก การบริหารความเสี่ยงย่อมมีราคา แต่ต้นทุนของความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์ หรือของอธิปไตยนั้น สามารถ ‘หารเฉลี่ย’ กันได้

การลงทุนร่วมกันในความยืดหยุ่น (Resilience) นั้น ‘ถูกกว่า’ การที่ทุกคนต่างสร้างป้อมปราการของตัวเอง มาตรฐานที่ใช้ร่วมกันช่วยลดการแตกกระจาย และส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันจะสร้างผลบวก (Positive Sum)

คำถามสำหรับประเทศอำนาจระดับกลางอย่างแคนาดา ไม่ใช่ว่าเราจะปรับตัวเข้ากับความเป็นจริงใหม่หรือไม่ เพราะเราต้องทำ แต่คำถามคือ เราจะปรับตัวโดยการแค่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น หรือเราจะทำสิ่งที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่านั้น แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ได้ยินเสียงเตือนนี้ ซึ่งนำเราไปสู่การปรับเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์โดยพื้นฐาน

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ชาวแคนาดาทราบดีว่า สมมติฐานเดิมๆ ที่แสนสะดวกสบาย ที่ว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และการเป็นสมาชิกพันธมิตรจะมอบความมั่งคั่งและความมั่นคงให้โดยอัตโนมัติ สมมติฐานนั้น ‘ใช้ไม่ได้อีกต่อไป’ และแนวทางใหม่ตั้งอยู่บนสิ่งที่ Alexander Stubb ประธานาธิบดีแห่งฟินแลนด์ เรียกว่า ‘สัจนิยมที่ยึดมั่นในค่านิยม’ (Value-based Realism)

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มุ่งมั่นที่จะเป็นทั้ง ‘ผู้มีหลักการ’ และ ‘ผู้นำไปปฏิบัติได้จริง’ (Principled and Pragmatic) ‘มีหลักการ’ ในความมุ่งมั่นต่อค่านิยมพื้นฐาน อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน การห้ามใช้กำลัง (เว้นแต่จะสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ) และการเคารพสิทธิมนุษยชน ‘ปฏิบัติได้จริง’ โดยยอมรับว่าความก้าวหน้ามักเกิดขึ้นทีละน้อย ผลประโยชน์อาจแตกต่างกัน และไม่ใช่พันธมิตรทุกรายจะแชร์ค่านิยมทั้งหมด

ดังนั้น จึงสร้างความสัมพันธ์ในวงกว้าง ในเชิงยุทธศาสตร์ และด้วยสายตาที่เปิดกว้าง เผชิญหน้ากับโลกอย่างที่เป็น ไม่ใช่นั่งรอโลกที่เราอยากให้เป็น เรากำลังปรับจูนความสัมพันธ์ของเรา เพื่อให้ความลึกซึ้งของความสัมพันธ์สะท้อนถึงค่านิยมของเรา และเราให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในวงกว้างเพื่อเพิ่มอิทธิพลของเราให้สูงสุด ภายใต้ความผันผวนของโลกในขณะนี้ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และเดิมพันของสิ่งที่จะตามมา และเราไม่ได้พึ่งพาแค่ ‘ความแข็งแกร่งของค่านิยม’ ของเราอีกต่อไป แต่เราพึ่งพา ‘มูลค่าของความแข็งแกร่ง’ (Value of our Strength) ของเราด้วยเรากำลังสร้างความแข็งแกร่งนั้นจาก ‘ภายในบ้านของเราเอง’

นายกฯ เเคนาดา กล่าต่อว่า นับตั้งแต่รัฐบาลของเขาเข้ารับตำแหน่ง ได้ลดภาษีเงินได้ ภาษีกำไรจากทุน และการลงทุนทางธุรกิจ ได้ขจัดอุปสรรคระดับรัฐบาลกลางทั้งหมดต่อการค้าระหว่างมณฑล เเละกำลังเร่งรัดการลงทุนมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์ในด้านพลังงาน AI แร่ธาตุสำคัญ ระเบียงการค้าใหม่ๆ และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นสองเท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ และเราทำในวิธีที่ช่วยสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศของเราด้วย

และกำลังกระจายความหลากหลายในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ได้ตกลงในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงการเข้าร่วม SAFE ซึ่งเป็นข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมของยุโรป ได้ลงนามข้อตกลงการค้าและความมั่นคงอีก 12 ฉบับใน 4 ทวีปภายในเวลา 6 เดือน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้บรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใหม่กับจีนและกาตาร์ และเรากำลังเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับอินเดีย อาเซียน ไทย ฟิลิปปินส์ และกลุ่มเมอร์โคซูร์ (Mercosur)

เรากำลังทำอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อช่วยแก้ปัญหาระดับโลก เรากำลังใช้กลยุทธ์ ‘Variable Geometry’ (พันธมิตรแบบยืดหยุ่น) หรืออีกนัยหนึ่งคือ การสร้างแนวร่วมที่แตกต่างกันสำหรับประเด็นที่แตกต่างกัน โดยอิงตามค่านิยมและผลประโยชน์ร่วม

เรื่องยูเครน เขากล่าวว่า เเคนาดาเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มพันธมิตรแห่งความเต็มใจ (Coalition of the Willing) และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดต่อหัวประชากรในด้านกลาโหมและความมั่นคง

ในเรื่องอธิปไตยเหนืออาร์กติก เรายืนเคียงข้างกรีนแลนด์และเดนมาร์กอย่างมั่นคง และสนับสนุนสิทธิอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาในการกำหนดอนาคตของกรีนแลนด์อย่างเต็มที่ ความมุ่งมั่นของเราต่อมาตรา 5 ของ NATO นั้น ‘ไม่สั่นคลอน’

ดังนั้นจึงทำงานร่วมกับพันธมิตร NATO รวมถึงกลุ่ม Nordic Baltic Gate เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับปีกด้านเหนือและตะวันตกของพันธมิตร รวมถึงผ่านการลงทุนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของแคนาดาในระบบเรดาร์ระยะไกล เรือดำน้ำ อากาศยาน และกองกำลังทหารทั้งบนพื้นดินและบนผืนน้ำแข็ง

ขณะเดียวกัน แคนาดา ‘คัดค้าน’ การตั้งกำแพงภาษีเหนือกรีนแลนด์อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มีการเจรจาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันด้านความมั่นคงและความมั่งคั่งในอาร์กติก

ด้านการค้าพหุภาคี กำลังเป็นผู้นำความพยายามในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และสหภาพยุโรป ซึ่งจะสร้างกลุ่มการค้าใหม่ที่มีประชากร 1.5 พันล้านคน ในด้านแร่ธาตุสำคัญ

เรากำลังจัดตั้ง ‘ชมรมผู้ซื้อ’ (Buyers’ Clubs) โดยมีกลุ่ม G7 เป็นแกนหลัก เพื่อให้โลกสามารถกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตที่กระจุกตัว และในด้าน AI เรากำลังร่วมมือกับประเทศประชาธิปไตยที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เพื่อให้มั่นใจว่าในท้ายที่สุด เราจะไม่ถูกบีบให้ต้องเลือกระหว่าง ‘รัฐมหาอำนาจ’ กับ ‘บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี’ (Hyper-scalers) นี่ไม่ใช่พหุภาคีนิยมที่ไร้เดียงสา และไม่ใช่การพึ่งพาสถาบันเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างแนวร่วมที่ ‘ใช้งานได้จริง’ ทีละประเด็น กับพันธมิตรที่มีจุดร่วมมากพอที่จะลงมือทำด้วยกัน

เขากล่าวอีกว่า ในบางกรณี นี่อาจหมายถึงประเทศส่วนใหญ่ของโลก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่หนาแน่น ทั้งด้านการค้า การลงทุน และวัฒนธรรม ซึ่งเราสามารถดึงมาใช้ประโยชน์สำหรับความท้าทายและโอกาสในอนาคต

ผมขอโต้แย้งว่า ประเทศอำนาจระดับกลางต้องลงมือทำร่วมกัน เพราะถ้าเราไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหารเสียเอง ผมขอกล่าวด้วยว่า รัฐมหาอำนาจนั้นสามารถที่จะ ‘ฉายเดี่ยว’ ได้ในตอนนี้ พวกเขามีขนาดตลาด มีแสนยานุภาพทางทหาร และมีอำนาจต่อรองที่จะกำหนดเงื่อนไขได้ แต่ประเทศอำนาจระดับกลางทำไม่ได้ เมื่อเจรจาแบบทวิภาคีกับรัฐเจ้าอำนาจเพียงลำพัง เราเจรจาจากจุดที่ ‘อ่อนแอกว่า’ เราต้องยอมรับสิ่งที่ถูกหยิบยื่นให้ เราแข่งขันกันเอง เพื่อดูว่าใครจะเป็นผู้ที่โอนอ่อนผ่อนตามได้มากที่สุดนี่ไม่ใช่อธิปไตย มันคือ ‘การแสดงละครว่าเป็นอธิปไตย’ ในขณะที่ยอมรับการเป็นเบี้ยล่าง ในโลกแห่งการแข่งขันของมหาอำนาจ ประเทศที่อยู่ตรงกลางมีทางเลือก จะแข่งกันเองเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน หรือจะรวมพลังกันเพื่อสร้าง ‘ทางเลือกที่สาม’ ที่มีพลัง

เขาเเนะว่า ไม่ควรปล่อยให้การผงาดขึ้นของอำนาจแข็ง (Hard Power) มาปิดตาจากความจริงที่ว่า อำนาจแห่งความชอบธรรม บูรณภาพ และกฎกติกา จะยังคงแข็งแกร่ง หากเราเลือกที่จะใช้มันร่วมกัน ซึ่งนำผมกลับไปที่ฮาเวล

การที่ประเทศอำนาจระดับกลางจะ ‘ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง’ หมายความว่าอย่างไร

1. หมายถึงการเรียกชื่อความเป็นจริง หยุดอ้างถึงระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาเสมือนว่ามันยังทำงานได้ตามโฆษณา เรียกมันในแบบที่มันเป็น ระบบของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้น ที่ซึ่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดไล่ล่าผลประโยชน์ของตน โดยใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบบังคับ

2. หมายถึงการกระทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งกับพันธมิตรและคู่แข่ง เมื่อประเทศอำนาจระดับกลางวิพากษ์วิจารณ์การข่มขู่ทางเศรษฐกิจจากฝ่ายหนึ่ง แต่กลับเงียบกริบเมื่อมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง เราก็กำลัง ‘ติดป้ายไว้ที่หน้าต่าง’ เหมือนเดิม

3. หมายถึงการสร้างสิ่งที่เราอ้างว่าเชื่อถือ แทนที่จะรอให้ระเบียบเก่ากลับคืนมา มันหมายถึงการสร้างสถาบันและข้อตกลงที่ทำงานได้จริงตามที่ระบุไว้ และมันหมายถึงการลดอำนาจการต่อรองที่เอื้อให้เกิดการบีบบังคับ นั่นคือการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศที่เข้มแข็ง นี่ควรเป็นภารกิจเร่งด่วนของทุกรัฐบาล

และการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติไม่ใช่แค่ความรอบคอบทางเศรษฐกิจ แต่มันคือรากฐานสำคัญสำหรับนโยบายต่างประเทศที่ซื่อสัตย์ เพราะประเทศต่างๆ จะได้รับสิทธิ์ในการยืนหยัดในหลักการ ก็ต่อเมื่อพวกเขาลดความเปราะบางต่อการถูกตอบโต้ลงได้

กลับมาที่แคนาดา แคนาดามีสิ่งที่โลกต้องการ เราเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน เรามีทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญมหาศาล เรามีประชากรที่มีการศึกษาสูงที่สุดในโลก กองทุนบำเหน็จบำนาญของเราเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุดในโลก หรือพูดอีกนัยหนึ่ง เรามีเงินทุน มีความสามารถ... เรายังมีรัฐบาลที่มีความสามารถทางการคลังมหาศาลที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเรามีค่านิยมที่หลายคนปรารถนา

แคนาดาเป็นสังคมพหุลักษณ์ที่ใช้งานได้จริง พื้นที่สาธารณะของเราเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลายและมีเสรีภาพ ชาวแคนาดายังคงมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน เราเป็นหุ้นส่วนที่มั่นคงและไว้ใจได้ในโลกที่หาความแน่นอนได้ยากหุ้นส่วนที่สร้างและให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ในระยะยาว และยังมีการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามนั้น โดยเข้าใจว่าการแตกหักครั้งนี้เรียกร้องมากกว่าแค่การปรับตัว มันเรียกร้อง ‘ความซื่อสัตย์’ ต่อโลกในแบบที่มันเป็น

เรากำลังปลดป้ายออกจากหน้าต่าง เรารู้ว่า ‘ระเบียบเก่าจะไม่หวนกลับมา’ เราไม่ควรอาลัยอาวรณ์มัน  ความโหยหาอดีตไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เราเชื่อว่าจากรอยร้าวนี้ เราสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า และยุติธรรมกว่าได้ นี่คือ ‘ภารกิจของประเทศอำนาจระดับกลาง’ ประเทศที่มีสิ่งต้องสูญเสียมากที่สุดจากโลกที่เต็มไปด้วยป้อมปราการ และมีสิ่งที่จะได้รับมากที่สุดจากการร่วมมือกันอย่างแท้จริง ผู้ทรงอำนาจเขาก็มีอำนาจของเขา แต่เราก็มีบางสิ่งเช่นกัน นั่นคือ ‘ความสามารถที่จะเลิกเสแสร้ง’ ที่จะเรียกความเป็นจริงตามชื่อของมัน ที่จะสร้างความเข้มแข็งในบ้านของเรา และที่จะลงมือทำร่วมกัน นั่นคือเส้นทางของแคนาดา เราเลือกมันอย่างเปิดเผยและมั่นใจ และมันเป็นเส้นทางที่เปิดกว้างสำหรับทุกประเทศที่เต็มใจจะเดินไปกับเรา