
อัปเดตศึกภาษีทรัมป์ 2.0 ใครโดนเท่าไหร่? กระทบเศรษฐกิจโลกแค่ไหน?
นโยบายภาษีของทรัมป์รอบใหม่พุ่งเป้าจัดหนักจีน แคนาดา เม็กซิโก และยุโรป เก็บภาษีเหล็ก อลูมิเนียม ไม้แปรรูป และอีกมากมาย กระทบเศรษฐกิจโลกแค่ไหน?
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในต้นปี 2025 นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก็กลับเข้าสู่โหมด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) อีกครั้ง พร้อมมาตรการภาษีใหม่ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้า ทั้งแคนาดา เม็กซิโก จีน สหภาพยุโรป และอีกหลายประเทศ โดยใช้เหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าเป็นตัวขับเคลื่อน ฐานเศรษฐกิจจะมาสรุปว่า ล่าสุดประเทศใดได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ 2.0 บ้าง และมาตรการใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร?
จีน
- สหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 10% เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 และต่อมาได้เพิ่มเป็น 20% ในวันที่ 4 มีนาคม 2025
- นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุขนาดเล็กจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออีคอมเมิร์ซข้ามแดน
- จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม รวมถึงใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญ
แคนาดา
- วันที่ 4 มีนาคม 2025 ทรัมป์ประกาศภาษี 10% สำหรับพลังงานจากแคนาดา และ 25% สำหรับสินค้าอื่นๆ
- แคนาดาโต้กลับด้วยการเก็บภาษี 25% มูลค่า 155,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา ครอบคลุมสินค้าเกษตร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า
เม็กซิโก
- ถูกเก็บภาษี 25% ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2025 หลังจากหมดระยะเวลาผ่อนผัน 30 วัน
- เม็กซิโกยอมส่งกองกำลังรักษาชายแดนเพิ่มเติม เพื่อพยายามลดมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
สหภาพยุโรป
- สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 25% กับเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากยุโรป มีผลตั้งแต่ 12 มีนาคม 2025
- อียูตอบโต้ด้วยการคืนชีพ "ภาษีตอบโต้" ที่เคยใช้ในปี 2018 และ 2020 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2025 ครอบคลุมสินค้าสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้กับสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 18,000 ล้านยูโร ซึ่งรวมถึงสินค้าประเภทเหล้า ไวน์ รถจักรยานยนต์ และสินค้าเกษตร
- แคนาดาเองก็ไม่น้อยหน้า กำหนดภาษี 25% กับสินค้าสหรัฐฯ รวมมูลค่า 29,800 ล้านดอลลาร์แคนาดา ครอบคลุมสินค้าประเภทเหล็ก อลูมิเนียม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์กีฬา และสินค้าจำเป็นอื่นๆ
ออสเตรีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ตุรกี สหราชอาณาจักร
- ทรัมป์สั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พิจารณาความเป็นไปได้ในการตอบโต้ภาษีดิจิทัลเซอร์วิสที่ประเทศเหล่านี้เก็บจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ
มาตรการภาษีใหม่ที่อาจตามมา
นอกจากภาษีที่บังคับใช้แล้ว ทรัมป์ยังมีแผนขยายมาตรการภาษีไปยังสินค้าหลายประเภท ได้แก่...
- ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าการนำเข้าไม้แปรรูปมีผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือไม่
- ทองแดง อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้มาตรการภาษีเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าทองแดงจากต่างประเทศ
- ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) คาดว่าในวันที่ 2 เมษายน 2025 สหรัฐฯ จะประกาศอัตราภาษีใหม่ที่สะท้อนระดับภาษีของประเทศคู่ค้า
ในเดือนมีนาคม ทรัมป์ยังแสดงท่าทีว่าจะขยายมาตรการภาษีไปสู่สินค้าใหม่ โดยได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตรวจสอบว่าการนำเข้าไม้แปรรูปและทองแดงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้ในอนาคต
ภาษีตอบโต้แบบ "Reciprocal Tariff" จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
สิ่งที่น่าจับตามองคือมาตรการ "Reciprocal Tariff" หรือภาษีตอบโต้แบบสมมาตร ที่มีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายน 2025 โดยทรัมป์เตรียมประกาศอัตราภาษีใหม่สำหรับแต่ละประเทศตามระดับภาษีที่ประเทศนั้นเรียกเก็บจากสหรัฐฯ
หากประเทศใดเก็บภาษีสูง สหรัฐฯ ก็จะเก็บภาษีตอบโต้ในระดับเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า บางประเทศอาจต้องเผชิญภาษีที่สูงกว่าปัจจุบันอย่างมาก หากไม่มีข้อตกลงใหม่กับสหรัฐฯ
บรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า มาตรการภาษีรอบใหม่นี้อาจเพิ่มต้นทุนสินค้าทั่วโลก กระทบห่วงโซ่อุปทาน และทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มแสดงความกังวล โดยดัชนีหุ้นปรับตัวลงก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม
อินเดียและประเทศอื่นๆ เริ่มหาทางรับมือ
อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่พยายามปรับตัวล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้พบกับทรัมป์เมื่อต้นปี และทั้งสองฝ่ายตกลงจะเจรจาลดภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทการค้า ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างอังกฤษและญี่ปุ่นก็กำลังพยายามหาทางออกผ่านข้อตกลงการค้าเสรี
อนาคตของการค้าโลกภายใต้ทรัมป์ 2.0
การกลับมาของทรัมป์ทำให้แนวโน้มการค้าโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายประเทศต้องเผชิญกับภาษีที่เพิ่มขึ้น และอาจต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าของตนเองเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ
แม้ทรัมป์จะอ้างว่ามาตรการภาษีเหล่านี้จะช่วยปกป้องอุตสาหกรรมและแรงงานอเมริกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามภาษีที่เกิดขึ้นกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
อ้างอิง: BBC, Whitehouse, Reuters, PIIE






