
จีน-สหรัฐเปิดศึกภาษีรอบใหม่ อนาคตไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย ถูกดึงเข้าสมรภูมิ
การค้าโลกเข้าสู่ศึกใหม่? ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีสินค้าจีน ดันโรงงานย้ายฐานการผลิตสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อนาคตไทย-เวียดนามอาจรับผลกระทบหนัก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เคยประกาศแผนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 60% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่ามาตรการในสมัยดำรงตำแหน่งครั้งแรก หากมีการบังคับใช้จริง ภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก
ภาษีใหม่นี้จะมีผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ และอาจทำให้บริษัทข้ามชาติต้องหันไปหาทางเลือกอื่น เช่น การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย เป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับจีน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังประเทศเหล่านี้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การย้ายฐานการผลิตไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นได้ทันที เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านต้นทุน การพัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศปลายทาง อีกทั้งการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมสูงขึ้น
นอกจากผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะตอบโต้ด้วยมาตรการของตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญ เช่น แร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หรือการกำหนดนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจในจีน
ในอดีต เมื่อสหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีน รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญ เช่น แกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
ห่วงโซ่อุปทานโลกอาจเกิดการแบ่งขั้ว
การกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจนำไปสู่การแบ่งแยกของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยอาจเกิดระบบการผลิตสองขั้ว ได้แก่
- ห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งเป้าสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ซึ่งจะพยายามลดการพึ่งพาจีนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษี
- ห่วงโซ่อุปทานที่มุ่งเป้าจีนและประเทศพันธมิตร ซึ่งอาจหันไปพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบและการผลิตจากภายในกลุ่มประเทศเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ระบบการผลิตทั่วโลกมีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากกระบวนการผลิตอาจต้องถูกแยกออกเป็นสองระบบเพื่อตอบสนองต่อนโยบายทางเศรษฐกิจของแต่ละกลุ่มประเทศ
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเวชภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบ
ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงแผนการขึ้นภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และเวชภัณฑ์ ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
- เซมิคอนดักเตอร์: ปัจจุบัน เอเชียผลิตชิปมากกว่า 80% ของตลาดโลก โดยบริษัท TSMC ของไต้หวันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีลูกค้าหลักในสหรัฐฯ หากภาษีใหม่นี้มีผลบังคับใช้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
- อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์: หลายบริษัทญี่ปุ่นพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก หากภาษีถูกนำมาใช้ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกยาไปยังสหรัฐฯ และทำให้ราคายาสูงขึ้น
ความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลก
องค์การการค้าโลก (WTO) เคยเป็นกลไกสำคัญในการรักษากฎระเบียบของการค้าเสรี อย่างไรก็ตาม บทบาทของ WTO อาจลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ และจีนยังคงมีข้อพิพาททางการค้าต่อไป
ปัจจุบัน ระบบระงับข้อพิพาทของ WTO เผชิญปัญหาความไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ขัดขวางการแต่งตั้งผู้พิพากษาขององค์กร ส่งผลให้การแก้ไขข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น
อนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผลิตและกระจายสินค้า การเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาษีสหรัฐฯ อาจสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีน
ขณะที่บางประเทศอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต แต่ก็อาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจของจีน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานที่ไม่แน่นอน
ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามองในปีต่อๆ ไป
ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ยังเผชิญบททดสอบ
ก่อนหน้าทรัมป์เคยเปิดเผยว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน โดยระบุว่าการสนทนาเป็นไปอย่าง "เป็นมิตร" และเชื่อมั่นว่าสามารถหาทางแก้ไขปัญหาด้านการค้าได้
"มันเป็นการสนทนาที่ดีและเป็นมิตร" ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News พร้อมย้ำว่าสามารถเจรจาข้อตกลงเพื่อความเป็นธรรมทางการค้าระหว่างสองประเทศได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณบวกจากคำกล่าวของทรัมป์ แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีความไม่แน่นอน และโลกต้องจับตาดูท่าทีของทั้งสองประเทศมหาอำนาจต่อไป
อ้างอิง: East Asia Forum, Reuters, Fulcrum, FPRI






