thansettakij
thansettakij
WEF เจาะ 4 ฉากทัศน์กำหนดชะตาเศรษฐกิจโลกในอนาคต

WEF เจาะ 4 ฉากทัศน์กำหนดชะตาเศรษฐกิจโลกในอนาคต

23 ม.ค. 68 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 68 | 04:52 น.

อนาคตเศรษฐกิจโลกจะไปต่อทางไหน? WEF ชี้ 4 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดชะตาเศรษฐกิจในอนาคต วิกฤตผลิตภาพที่ต้องกู้คืนก่อนปี 2030

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งวิกฤตการณ์ทางการเงิน การแพร่ระบาดของโรคระบาดใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ หนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของโลกในการฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ “ผลิตภาพ” (productivity) หรือความสามารถในการสร้างผลผลิตจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

การศึกษาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์กรวิจัยระดับโลกต่างชี้ให้เห็นว่า ผลิตภาพของโลกได้ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเคยเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของโลก รายงานระบุว่าการเติบโตของผลิตภาพทั่วโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และความเสี่ยงนี้ยังคงดำเนินต่อไปในยุคปัจจุบัน

World Economic Forum (WEF) ร่วมกับ Accenture ได้เปิดตัวโครงการวิจัย “Global Economic Futures” เพื่อสำรวจและคาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจโลกในปี 2030 โดยมีเป้าหมายหลักในการวิเคราะห์บทบาทของ “เทคโนโลยี” และ “ทรัพยากรมนุษย์” ในการสร้างผลิตภาพอย่างยั่งยืน รายงานฉบับล่าสุดที่ชื่อว่า “Global Economic Futures: Productivity in 2030” นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาทักษะของแรงงานที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

การคาดการณ์อนาคตออกเป็น 4 สถานการณ์สำคัญ 

  • Productivity Leap: เป็นสถานการณ์ในอุดมคติที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ประกอบกับการพัฒนาทักษะของแรงงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลดลง และคุณภาพชีวิตของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • Automation Overload: ในสถานการณ์นี้ เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ขาดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ก้าวทัน ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่เติบโตอย่างรวดเร็วและธุรกิจรายย่อยที่ต้องเผชิญกับความล้าหลัง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจึงขยายวงกว้างมากขึ้น
  • Human Advantage: มนุษย์ยังคงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในลักษณะเสริมสร้างศักยภาพของแรงงานมากกว่าจะมาแทนที่ สถานการณ์นี้สร้างเศรษฐกิจที่เน้นมนุษย์เป็นหลัก แต่การเติบโตของผลิตภาพจะช้ากว่าสถานการณ์ Productivity Leap เนื่องจากข้อจำกัดด้านนวัตกรรม
  • Productivity Drought: เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด เมื่อทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ต่างซบเซา เศรษฐกิจโลกจึงเผชิญกับการชะลอตัวครั้งใหญ่ ความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

ICT มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพทั่วโลก

รายงานดังกล่าวยังนำเสนอข้อมูลที่เจาะลึกลงไปในแต่ละภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภาพทั่วโลก ภาคส่วนนี้มีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่องหากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคการผลิต (manufacturing) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำด้านนวัตกรรมและการปรับตัวเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ

ในภาคการเงิน การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพได้ถึง 30% แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมนี้จะพึ่งพาทรัพยากรมนุษย์มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและแรงงาน ส่วนภาคพลังงานและวัสดุต้องเตรียมพร้อมต่อความต้องการทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ในแง่ของกลยุทธ์สำหรับอนาคต รายงานเสนอแนะให้ผู้นำประเทศและองค์กรต่างๆ มุ่งเน้นไปที่ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการเทคโนโลยีในทุกภาคส่วน การลงทุนในการพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลในกระบวนการตัดสินใจ การสร้างระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง อนาคตของผลิตภาพและเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปริศนาใหญ่ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาโลกไปสู่ความมั่งคั่งและความยั่งยืนในปี 2030 และอนาคตข้างหน้า