
เตือนแล้วนะ “พอล ครุกแมน” ออกโรงสับตลาดคริปโต ส่อแววซ้ำรอยวิกฤติซับไพรม์
“พอล ครุกแมน” นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเตือนตลาดคริปโตส่อแววซ้ำรอยวิกฤติซับไพรม์ จุดน่าห่วงคือผู้ลงทุนไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง
สำนักข่าวซีเอ็นบีซี สื่อใหญ่ของสหรัฐรายงานสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ม.ค.) ระบุ นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์คนดัง เจ้าของรางวัลโนเบล เขียนบทความแสดงความคิดเห็นลงในหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อเร็ว ๆนี้ เตือนว่า ความผันผวนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้น “คล้ายกันอย่างน่ากังวลกับวิกฤติสินเชื่อซับไพร์มในสหรัฐอเมริกาที่เคยฉุดตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ทรุดหนักและจุดชนวนให้เกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงปี 2550-2551
“สถานการณ์ในตลาดคริปโตขณะนี้ มีความคล้ายกับวิกฤตซับไพร์มเมื่อ 15 ปีก่อนจนน่ากังวล” นายครุกแมนกล่าว
ทั้งนี้ วิกฤตซับไพร์มเกิดจากการที่ธนาคารปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ที่มีความสามารถชำระหนี้เงินกู้คืนต่ำกว่ามาตรฐาน โดยในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำและราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นแบบเดียวกับในปัจจุบัน เมื่อตลาดอสังหาฯ อิ่มตัวแล้ว ผู้กู้ซื้อบ้านจำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ จนเป็นเหตุให้ธนาคารที่ปล่อยกู้ขาดทุนอย่างหนัก
นายครุกแมน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2008 ให้เหตุผลว่า นักลงทุนคริปโต ในตอนนี้ก็เหมือนคนกู้ซื้อบ้านในตอนที่ซื้อสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไรในตอนนั้นโดย “ไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง”
เขาอธิบายว่า ผู้กู้ซื้อบ้านหลายคนในช่วงเวลานั้นไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร ส่วนเงินคริปโตที่ราคาผันผวนมากและดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวโยงกับปัจจัยพื้นฐานเลยนั้น ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกับบรรดาสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น ๆ
อย่างไรก็ดี นายครุกแมนมองว่าเงินคริปโตจะไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากมูลค่าตลาดคริปโตไม่ใหญ่มากพอ โดยข้อมูลจากคอยน์เก็กโก (CoinGecko) ระบุว่า ตลาดคริปโตมีมูลค่าราว 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำนักข่าวซีเอ็นบีซียังตั้งข้อสังเกตว่า นายครุกแมนเป็นคนที่มองเงินคริปโตในแง่ลบ หรือ “บิตคอยน์แบร์” (bitcoin bear) โดยก่อนหน้านี้ก็ได้เปรียบเปรยเงินคริปโตว่าเป็นเหมือนแชร์ลูกโซ่
มุมมองของนายครุกแมนคล้ายคลึงกับนายนูเรล รูบินี หรือ “ดร.ดูม” ผู้ที่เคยทำนายวิกฤติซับไพรม์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเมื่อทศวรรษที่แล้ว และนายปีเตอร์ ชิฟฟ์ นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่ไม่มีคุณค่าในตัวเอง และฟองสบู่บิตคอยน์จะระเบิดออกในที่สุด
ข้อมูลอ้างอิง






