
เด็กต่ำกว่า 18 ปีพึ่ง AI เป็นที่ปรึกษาทางใจพุ่ง 36% หวั่นกระทบสุขภาพจิต
Statista เผยผลสำรวจ Mental Health America พบเยาวชนสหรัฐฯ อายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้ AI เพื่อรับการสนับสนุนทางอารมณ์เป็นประจำหรือบ่อยครั้งเพิ่มจาก 31% ในปี 2025 เป็น 36% ในปี 2026 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–24 ปี เพิ่มจาก 20% เป็น 29%
KEY
POINTS
- ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่ากลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ใช้ AI เพื่อรับการสนับสนุนทางอารมณ์เป็นประจำ เพิ่มขึ้นเป็น 36% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยอื่น
- ความสะดวกในการเข้าถึงได้ทันทีและความเป็นส่วนตัวที่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วัยรุ่นหันมาพึ่งพาแชตบอต AI เป็นที่ปรึกษาทางใจ
- ผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสังคม และเสี่ยงที่ AI จะตอกย้ำความคิดที่เป็นอันตราย (Echo Chamber) แทนที่จะให้มุมมองที่หลากหลาย
- มีการเรียกร้องให้ AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ใช่สิ่งทดแทนผู้เชี่ยวชาญหรือความสัมพันธ์กับคนจริง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ยังเป็นเยาวชน
การใช้ AI กำลังขยายจากการค้นหาข้อมูลและช่วยทำงาน ไปสู่การเป็นที่พึ่งทางอารมณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ ข้อมูลสำรวจในสหรัฐฯ สะท้อนแนวโน้มดังกล่าว เมื่อเยาวชนหันมาใช้แชตบอตและแอปพลิเคชันเพื่อนเสมือนเพื่อพูดคุย ระบายความรู้สึก และขอกำลังใจมากขึ้น
Statista เผยผลสำรวจของ Mental Health America ซึ่งสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามในสหรัฐฯ มากกว่า 10,500 คน ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2025 ถึงกรกฎาคม 2026 พบว่า กลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปีมีสัดส่วนการใช้ AI เพื่อรับการสนับสนุนทางอารมณ์เป็นประจำหรือบ่อยครั้งสูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่นที่สำรวจ และสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน
เยาวชนใช้ AI ปรึกษาปัญหาใจเพิ่มทุกกลุ่มวัย
ข้อมูลเปรียบเทียบช่วงเดือนพฤษภาคม–กันยายน 2025 กับเดือนมีนาคม–กรกฎาคม 2026 พบว่า กลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ใช้ AI เพื่อรับการสนับสนุนทางอารมณ์เป็นประจำหรือบ่อยครั้ง เพิ่มจาก 31% เป็น 36% ขณะที่กลุ่มอายุ 18–24 ปี เพิ่มจาก 20% เป็น 29%
ส่วนกลุ่มอายุ 25–34 ปี เพิ่มจาก 15% เป็น 25% กลุ่มอายุ 35–44 ปี เพิ่มจาก 13% เป็น 17% และกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 7% เป็น 12%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้ AI เพื่อสนับสนุนทางอารมณ์เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ แต่ยังพบความแตกต่างชัดเจนระหว่างวัย โดยกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นมีสัดส่วนการใช้งานสูงกว่ากลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้แชตบอตได้รับความสนใจคือความสะดวกในการเข้าถึง สามารถพูดคุยได้ทันที และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนต่อบุคคลอื่น สำหรับวัยรุ่นที่เผชิญความวิตกกังวลทางสังคม ขาดความมั่นใจ หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา AI จึงอาจเป็นช่องทางที่ช่วยให้รู้สึกว่ามีผู้รับฟัง โดยไม่ต้องรอนัดหมายหรือเผชิญความกังวลจากการพูดคุยกับคนจริง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของการใช้งานในกลุ่มเยาวชนทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยทางจิตใจ การสร้างความผูกพันกับ AI และผลกระทบต่อพัฒนาการทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้เริ่มพึ่งพาแชตบอตมากกว่าการขอคำปรึกษาจากคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญ
เตือนแชตบอตอาจตอกย้ำความคิดที่เป็นอันตราย
สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association: APA) ระบุว่า แอปพลิเคชันเพื่อนเสมือนที่ใช้ AI อาจช่วยบรรเทาความเหงาและทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามีคนรับฟัง แต่ก็มีความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์ในโลกดิจิทัลจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
การใช้เพื่อนเสมือนอย่างหนักอาจทำให้ผู้ใช้แยกตัวจากสังคมมากขึ้น รวมถึงสร้างความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และลดโอกาสฝึกฝนทักษะการสื่อสารหรือจัดการความขัดแย้งกับคนรอบข้าง
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือแนวโน้มที่แชตบอตอาจคล้อยตามหรือเห็นด้วยกับผู้ใช้มากเกินไป แม้การได้รับคำปลอบใจและการยืนยันความรู้สึกจะช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกดีในระยะสั้น แต่หาก AI ยืนยันความคิดเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่ช่วยให้ผู้ใช้พิจารณาข้อเท็จจริงหรือมุมมองอื่น อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) ซึ่งตอกย้ำความเชื่อเดิมและอาจขยายความคิดหรือพฤติกรรมที่เป็นอันตราย
ความเสี่ยงดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ยังอยู่ระหว่างพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การกำกับอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ใช้อาจไม่สามารถประเมินได้เสมอไปว่าคำแนะนำจาก AI เหมาะสมหรือถูกต้องเพียงใด
APA จึงเน้นความจำเป็นในการสร้างแนวทางป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ AI เพื่อสนับสนุนสุขภาพจิต โดยผู้ปกครองและผู้เชี่ยวชาญควรทำความเข้าใจว่าเด็กใช้ AI เพื่ออะไร ใช้อย่างไร และการพูดคุยดังกล่าวส่งผลต่ออารมณ์หรือพฤติกรรมหลังใช้งานอย่างไร
โจทย์สำคัญคือใช้ AI ช่วยเหลือ ไม่ใช่แทนที่คนจริง
แนวโน้มนี้ทำให้การออกแบบและกำกับดูแลบริการ AI ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้มากกว่าความสามารถในการตอบคำถามหรือสร้างบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบริการที่ออกแบบให้มีบุคลิกคล้ายมนุษย์และสร้างความรู้สึกผูกพันกับผู้ใช้
AI อาจมีบทบาทเป็นช่องทางเบื้องต้นในการให้ข้อมูลสุขภาพจิตหรือช่วยให้ผู้ใช้เริ่มต้นขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งทดแทนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือความสัมพันธ์กับคนจริง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้กำลังเผชิญปัญหารุนแรงหรือต้องการการดูแลเฉพาะทาง
สำหรับผู้พัฒนาเทคโนโลยี ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ การออกแบบช่องทางส่งต่อไปยังแหล่งช่วยเหลือที่เหมาะสม และการป้องกันไม่ให้ระบบตอบสนองในลักษณะที่ตอกย้ำความคิดหรือพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ข้อมูลจาก Statista ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจของ Mental Health America จึงไม่เพียงสะท้อนการยอมรับ AI ในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ แต่ยังชี้ให้เห็นความท้าทายที่มาพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีเป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น การสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์จากการเข้าถึงที่ง่ายกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน





