
สายฟรีสะเทือน Google จ่อจำกัด Gemini เหลือ Flash-Lite เริ่ม 9 ต.ค.
Google เตรียมให้ผู้ใช้ Gemini ฟรีใช้ได้เฉพาะ Flash-Lite ส่วนสมาชิก AI Plus จะใช้ Pro ไม่ได้ เริ่ม 9 ต.ค. 2569 ยังต้องรอ Google ยืนยัน
KEY
POINTS
- Google มีแผนจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้งาน Gemini บัญชีฟรี ให้สามารถเข้าถึงได้เฉพาะโมเดล Flash-Lite เท่านั้น
- ผู้ใช้ที่เสียเงินในแพ็กเกจ Google AI Plus อาจได้รับผลกระทบ โดยอาจถูกจำกัดไม่ให้ใช้งานโมเดล Pro ได้
- สื่อต่างประเทศรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 แต่ยังต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google
ผู้ใช้ Gemini ฟรีอาจเหลือเพียงรุ่น Flash-Lite ส่วนสมาชิก AI Plus อาจหมดสิทธิ์ใช้รุ่น Pro สื่อรายงานเริ่ม 9 ต.ค. 2569 แต่ยังรอ Google ยืนยัน
Google อาจปรับเงื่อนไขการใช้งาน Gemini สำหรับบัญชีส่วนบุคคล โดยจำกัดสิทธิ์เลือกโมเดลตามแพ็กเกจที่สมัคร กระทบทั้งผู้ใช้งานฟรีและสมาชิก Google AI Plus หากการเปลี่ยนแปลงมีผลตามที่สื่อต่างประเทศรายงานในวันที่ 9 ตุลาคม 2569
ประเด็นสำคัญคือ ผู้ใช้งานฟรีอาจเข้าถึงได้เฉพาะ Gemini Flash-Lite ขณะที่สมาชิก Google AI Plus จะยังใช้รุ่น Flash ได้ แต่ไม่สามารถใช้รุ่น Pro ส่วนสมาชิก Google AI Pro และ Google AI Ultra จะยังเลือกใช้งานได้ครบทั้ง 3 โมเดล
สายฟรีจ่อเหลือ Flash-Lite
TechRadar รายงานโดยอ้างเอกสารสนับสนุนที่ Google ปรับปรุงว่า บริษัทเตรียมเปลี่ยนเงื่อนไขการเข้าถึงโมเดลใน Gemini โดยผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับแจ้งผ่านแอปพลิเคชันหรืออีเมล
สิทธิ์การใช้งานตามที่สื่อรายงานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- บัญชีฟรี: ใช้ได้เฉพาะ Flash-Lite และไม่สามารถเลือกรุ่น Flash หรือ Pro
- Google AI Plus: ยังใช้ Flash ได้ แต่เสียสิทธิ์เข้าถึง Pro
- Google AI Pro และ AI Ultra: ยังเลือกใช้ได้ครบทั้ง Flash-Lite, Flash และ Pro
หากเงื่อนไขนี้มีผลจริง ความแตกต่างระหว่างแพ็กเกจจะไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง สิทธิ์เลือกโมเดลสำหรับทำงาน ด้วย ผู้ที่ต้องการใช้รุ่น Pro จึงอาจต้องประเมินการสมัครแพ็กเกจ AI Pro หรือ AI Ultra
สมาชิกเสียเงินก็อาจถูกลดสิทธิ์
กลุ่มที่ต้องจับตานอกจากผู้ใช้งานฟรีคือสมาชิก Google AI Plus เพราะแม้จ่ายค่าบริการก็อาจไม่สามารถใช้รุ่น Pro ได้ภายใต้เงื่อนไขใหม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลต่อผู้ที่ใช้ Gemini ทำงานประจำ เช่น วิเคราะห์เอกสาร เขียนโปรแกรม หรือจัดการโจทย์ที่ต้องให้เหตุผลหลายขั้นตอน โดยต้องพิจารณาว่าโมเดลที่เหลืออยู่รองรับงานได้เพียงพอหรือไม่ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแพ็กเกจ
อย่างไรก็ดี ยังไม่ควรสรุปว่าผู้ใช้ทุกบัญชีจะถูกปรับสิทธิ์พร้อมกัน เนื่องจากข้อมูลที่สื่อรายงานกับหน้าช่วยเหลือทางการที่ตรวจสอบยังไม่ตรงกัน เงื่อนไขที่ Google แจ้งภายในบัญชีของผู้ใช้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตามต่อ
โควต้าไม่ได้วัดแค่จำนวนคำถาม
อีกประเด็นที่ผู้ใช้ต้องพิจารณาควบคู่กับสิทธิ์เลือกโมเดลคือข้อจำกัดการใช้งาน โดย Google ระบุว่า Gemini คำนวณการใช้ทรัพยากรจากหลายปัจจัย ทั้งความซับซ้อนของคำสั่ง โมเดลที่เลือก ฟีเจอร์ที่ใช้ และความยาวของบทสนทนา
คำสั่งแต่ละรายการจึงอาจใช้โควต้าไม่เท่ากัน งานที่ต้องวิเคราะห์ซับซ้อนหรือเรียกใช้เครื่องมือเพิ่มเติมอาจใช้ทรัพยากรมากกว่าคำถามทั่วไป
ตามข้อมูลที่ระบุ โควต้าจะรีเฟรชทุก 5 ชั่วโมง แต่ยังมีเพดานการใช้งานรายสัปดาห์ ผู้ใช้จึงต้องพิจารณาทั้งสิทธิ์เข้าถึงโมเดลและโควต้าที่เหลือ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานต่อเนื่อง
ฟีเจอร์ฟรียังมีข้อจำกัด
หน้าช่วยเหลือทางการยังระบุว่า บัญชีที่ไม่ได้สมัครแพ็กเกจ AI สามารถเข้าถึงฟีเจอร์บางส่วนได้ เช่น Deep Research การสร้างภาพด้วย Nano Banana 2 และการสร้างเพลง
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฟีเจอร์ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้งานได้ไม่จำกัด และฟีเจอร์ที่ใช้ทรัพยากรสูงอาจไม่พร้อมให้ผู้ใช้งานฟรีเข้าถึงในช่วงที่มีความต้องการหนาแน่น
สำหรับผู้ที่ใช้ Gemini เป็นเครื่องมือทำงาน จึงควรตรวจสอบข้อจำกัดของแต่ละฟีเจอร์เพิ่มเติม เพราะสิทธิ์เลือกโมเดลและสิทธิ์ใช้เครื่องมืออาจมีเงื่อนไขต่างกัน







