thansettakij
thansettakij
จีไอเอส เร่งดันระบบภูมิสารสนเทศ สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนลงทุน Data Center-AI

จีไอเอส เร่งดันระบบภูมิสารสนเทศ สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนลงทุน Data Center-AI

“จีไอเอส” ปักธงดันเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เชื่อมข้อมูลทุกภาคส่วนบนพิกัดเดียว ลดต้นทุนเชิงระบบ เพิ่มความแม่นยำเชิงนโยบาย พร้อมวางรากฐานข้อมูลเชิงพื้นที่รองรับการลงทุน Data Center และ AI ในไทย

KEY

POINTS

  • จีไอเอส (GIS) เร่งผลักดันระบบภูมิสารสนเทศให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงพื้นที่ของประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผนและตัดสินใจ
  • สนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Data Center และ AI โดยช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพ ความพร้อมของสาธารณูปโภค และความเสี่ยงของพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ
  • ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลที่กระจัดกระจายจากหลายหน่วยงานมาไว้บนพิกัดเดียวกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และเป็นรากฐานต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูง

ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS เปรียบเสมือน “พิมพ์เขียวดิจิทัลของประเทศ” ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติบนพิกัดตำแหน่งจริง เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

 GIS จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแสดงข้อมูลบนแผนที่ แต่เป็นศูนย์กลางเชื่อมข้อมูลจากหลายระบบให้ทำงานร่วมกันบนมิติพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่การวางผังเมือง การบริหารโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน โลจิสติกส์ ทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับ GIS สู่ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงพื้นที่ของประเทศ” หรือ National Spatial Digital Infrastructure เพื่อสร้างชั้นข้อมูลกลาง ลดความซ้ำซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นฐานต่อยอด AI, Big Data และ Digital Twin

“เรามุ่งผลักดันให้ GIS ก้าวไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะทุกการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเมือง และการลงทุนขนาดใหญ่ ข้อมูลจะมีคุณค่าสูงสุดเมื่อมีมิติพิกัดตำแหน่งเป็นรากฐานสำคัญ”

จีไอเอส เร่งดันระบบภูมิสารสนเทศ สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนลงทุน Data Center-AI

ดร.ธนพร ระบุว่า ตลาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ หรือ Geospatial Analytics ทั่วโลก มีแนวโน้มเติบโตแตะ 178,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.98 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของข้อมูลเชิงพื้นที่ต่อระบบเศรษฐกิจ

เชื่อมข้อมูลประเทศบนพิกัดเดียว

การผลักดัน GIS เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศ จะช่วยนำข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจมาประมวลผลบนพิกัดเดียว เปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เห็นภาพจริงของพื้นที่ และนำไปใช้วางแผนหรือตัดสินใจบนมาตรฐานเดียวกัน

ดร.ธนพร แบ่งประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ออกเป็น 3 มิติ โดยมองว่าหากประเทศไทยมีชั้นข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ จะสร้างประโยชน์ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การดึงดูดการลงทุน ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม

มิติแรก การยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่ผ่านมา การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการวางโครงสร้างพื้นฐานมักอาศัยข้อมูลสถิติเป็นหลัก จึงอาจเกิดช่องว่างระหว่างแผนกับสภาพพื้นที่จริง หากนำ GIS มาบูรณาการตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดนโยบาย จะช่วยประเมินผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมล่วงหน้า รวมถึงช่วยจัดสรรทรัพยากร เช่น การกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ การจัดสรรพลังงาน และการบริหารทรัพยากรน้ำ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่

ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ดร.ธนพร มองว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ซึ่งต้องประเมินความพร้อมของพื้นที่อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

GIS ระดับประเทศจะช่วยสร้าง Spatial Intelligence หรือความเข้าใจพื้นที่เชิงลึก ทำให้นักลงทุนประเมินความพร้อมของโครงข่ายพลังงาน น้ำ ระบบสื่อสาร สาธารณูปโภค ตลอดจนความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้ โดยเฉพาะ Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่จำนวนมาก การเห็นข้อจำกัดและศักยภาพของพื้นที่ล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน

จีไอเอส เร่งดันระบบภูมิสารสนเทศ สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หนุนลงทุน Data Center-AI

มิติที่สอง การบูรณาการข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ

แม้หน่วยงานรัฐและผู้ให้บริการสาธารณูปโภคจะมีฐานข้อมูลเฉพาะทางอยู่แล้ว แต่ภารกิจที่มีความซับซ้อน เช่น การรับมือภัยพิบัติ การวางผังเมือง และการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า ประปา หรือโทรคมนาคม จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงานร่วมกัน

การยกระดับ GIS เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลาง จะช่วยวางกรอบ Data Governance และมาตรฐาน API กลางที่มีความปลอดภัย ทำให้ข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายภาคส่วนสามารถมองเห็นและประมวลผลบนพิกัดเดียวกัน หรือ Single Source of Truth ให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวางแผนและแก้ปัญหา

โครงสร้างดังกล่าวยังช่วยเปลี่ยนการทำงานจากการตั้งรับไปสู่ Predictive Governance ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาคสนามสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน Mobile GIS หรือ Field App เพื่อเข้าตรวจสอบเหตุ ซ่อมบำรุง แจ้งเตือนภัย หรือช่วยเหลือประชาชนได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

 มิติที่สาม การยกระดับห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และภาคอุตสาหกรรม

การเชื่อมข้อมูลพิกัดเข้ากับระบบบริหารจัดการองค์กร คลาวด์ และ AI สามารถนำไปใช้วางแผนบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance รวมถึงเฝ้าระวังโครงข่ายก่อนเกิดเหตุขัดข้อง

ในภาคโลจิสติกส์ ข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถใช้วางตำแหน่งคลังสินค้า คำนวณเส้นทางขนส่ง ลดเที่ยวรถเปล่า ลดระยะเวลาและต้นทุนเชื้อเพลิง ขณะที่ภาคสาธารณูปโภคสามารถติดตามสินทรัพย์และวางแผนซ่อมบำรุงได้แม่นยำขึ้น จึงช่วยลดต้นทุนเชิงระบบของภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม

จับตา 3 อุตสาหกรรมเสาหลัก

ดร.ธนพร ประเมินว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ทุกอุตสาหกรรมจะมีโอกาสใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่าง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก  กลุ่มแรก โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมกลุ่มนี้กำลังเผชิญทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center ขนาดใหญ่ ซึ่ง GIS สามารถเป็นฐานข้อมูลกลางของ Grid Modernization และ Smart Grid เชื่อมข้อมูลสถานีไฟฟ้า สายส่ง และระบบท่อก๊าซ ทำให้ศูนย์ควบคุมมองเห็นจุดขัดข้อง จุดเสี่ยงไฟดับ หรือท่อรั่ว และนำทีมช่างไปยังพิกัดเกิดเหตุได้เร็วขึ้น เมื่อใช้ AI และ Predictive Analytics ร่วมกัน ยังสามารถคาดการณ์ความเสี่ยง จำลองรูปแบบการจ่ายพลังงาน และรองรับพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์และลมที่มีความผันผวนได้ดีขึ้น

กลุ่มที่ 2 โลจิสติกส์ การพัฒนาเมือง และเขตเศรษฐกิจพิเศษ  โดยเฉพาะ EEC และศูนย์กลางขนส่งระดับภูมิภาคที่ต้องเชื่อมการเดินทางทั้งทางบก เรือ ราง และอากาศ GIS สามารถช่วยวิเคราะห์ตำแหน่งจุดเชื่อมต่อ วางเส้นทาง บริหารคลังสินค้า และเชื่อมโครงข่ายคมนาคม เพื่อลดความแออัด เที่ยวรถเปล่า และต้นทุนการขนส่ง

กลุ่มที่ 3 ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมหนัก บูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ยกระดับการบริหารความเสี่ยงและการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม (Operational Excellence) ตั้งแต่การคาดการณ์ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือมลพิษ ได้ล่วงหน้า สนับสนุนการตัดสินใจได้ทันทีเมื่อเกิดภาวะวิกฤต เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงานและลดความเสียหายต่อสินทรัพย์ ขณะเดียวกัน ยังช่วยประเมินและควบคุมผลกระทบจากการดำเนินงาน เช่น น้ำเสียหรือสารเคมีรั่วไหล เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต่อยอดสู่การบริหารจัดการด้าน ESG การลดการปล่อยคาร์บอน และการสร้างคาร์บอนเครดิต

ถอดบทเรียนอังกฤษ-สิงคโปร์

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่นำข้อมูลเชิงพื้นที่มาใช้ในระดับนโยบาย ผ่านการจัดตั้ง Geospatial Commission เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานด้านแผนที่และข้อมูลพิกัด ลดการทำงานแบบแยกส่วน และเปิดข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 11,000 ล้านปอนด์ต่อปี หรือประมาณ 500,000 ล้านบาท

ส่วนสิงคโปร์พัฒนา Virtual Singapore โดยนำ GIS เชื่อมกับข้อมูล 3 มิติและ IoT สร้าง Digital Twin ของเมือง ใช้จำลองสถานการณ์ตั้งแต่การวางผังเมือง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การวิเคราะห์ทิศทางลมและแสงแดด ไปจนถึงการวางโครงข่าย 5G และ 6G

สำหรับประเทศไทย ดร.ธนพร มองว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องนำโมเดลต่างประเทศมาใช้ทั้งชุด แต่ควรสร้างกลไกให้หน่วยงานเชื่อมข้อมูลกันได้จริงบนมาตรฐานเดียว และเริ่มจากกรณีใช้งานที่ประเทศมีความพร้อม โดยเสนอ 3 แนวทางหลัก คือ 1. มีกลไกยุทธศาสตร์ระดับชาติ  ต้องมีเจ้าภาพระดับนโยบายที่ชัดเจน ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง มาตรฐานข้อมูลกลาง และโปรโตคอลเชื่อมโยงข้อมูล หรือ API พร้อมเชื่อมกับแนวคิด One Map เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและทำให้ข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศเชื่อมกันเป็นระบบ

2. เริ่มจากจุดแข็งและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่  โดยเลือก Key Use Cases ที่สร้างผลกระทบสูง เช่น การบริหารโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับ Smart Grid และพลังงานสะอาด การบริหารน้ำและภัยพิบัติเชิงรุก รวมถึงการเตรียมพื้นที่รองรับ FDI เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในระยะต้น  

และ 3. เปิดระบบนิเวศให้รัฐ-เอกชนร่วมพัฒนา โดยภาครัฐควรทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและวางรากฐานข้อมูลกลาง (Open Data) ขณะที่ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรมร่วมต่อยอด การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลพื้นฐานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว จะช่วยให้เกิดบริการใหม่จากข้อมูลเชิงพิกัด รองรับทั้งการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

หากประเทศไทยสามารถเชื่อมข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายหน่วยงานเข้าสู่โครงสร้างกลางได้ GIS จะไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีสำหรับงานแผนที่ แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนเห็นภาพเดียวกัน ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการลงทุนด้าน Data Center, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขยายตัวในระยะต่อไป