
ITU เปิดตัวเลข AI-Data Center ใช้ไฟ 494 TWh ปล่อยคาร์บอนพุ่งสวนเป้าโลก
ITU เปิดข้อมูลบริษัทดิจิทัล 200 แห่งทั่วโลก พบใช้ไฟฟ้ารวม 494 TWh ขณะที่การปล่อยคาร์บอนยังเพิ่มขึ้น สะท้อนโจทย์ใหญ่ AI และ Data Center ต้องโตคู่พลังงานสะอาด
KEY
POINTS
- รายงานจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่าบริษัทดิจิทัล 163 แห่งใช้ไฟฟ้ารวมกันถึง 494 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) โดยกว่าครึ่งหนึ่งกระจุกตัวในบริษัท AI และ Data Center ขนาดใหญ่เพียง 10 แห่ง
- การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI เป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้ความต้องการพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ให้บริการ AI และคลาวด์รายใหญ่มีการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 239% เทียบกับปี 2563
- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคดิจิทัล (Scope 1 และ 2) เพิ่มขึ้นเป็น 301 ล้านตันคาร์บอนฯ ซึ่งสวนทางกับความพยายามลดโลกร้อน และแม้ 76% ของบริษัทจะมีเป้าหมายลดคาร์บอน แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ดำเนินการได้จริงตามเป้า
การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หลังการใช้ไฟฟ้าของบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่สามารถเดินหน้าได้เร็วพอที่จะสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศโลก
รายงาน Greening Digital Companies: Monitoring Emissions and Climate Commitments 2026 ซึ่งจัดทำโดย สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ร่วมกับ World Benchmarking Alliance (WBA) ประเมินผลการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทดิจิทัล 200 แห่งทั่วโลก จากข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยสำหรับปี 2567 พบว่า แม้ภาคเทคโนโลยีจะมีพัฒนาการด้านการรายงานข้อมูลและการใช้พลังงานหมุนเวียน แต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นความท้าทายสำคัญ
บริษัทดิจิทัลใช้ไฟฟ้า 494 TWh
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาคือการใช้ไฟฟ้าของบริษัทดิจิทัล โดยบริษัท 163 แห่งที่อยู่ในการประเมินรายงานการใช้ไฟฟ้ารวม 494 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2567 คิดเป็นประมาณ 1.7% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก
ที่สำคัญ การใช้ไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 54% ของทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในบริษัทเพียง 10 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของความต้องการพลังงานในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล และ AI
ขณะเดียวกัน บริษัทดิจิทัลยังถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ซื้อพลังงานหมุนเวียนภาคธุรกิจรายใหญ่ของโลก แต่จากบริษัทที่ถูกประเมินทั้งหมด 200 แห่ง มีเพียง 25 บริษัท ที่ระบุว่าสามารถจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ 100%
คาร์บอน Scope 1-2 แตะ 301 ล้านตัน
ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทดิจิทัลที่รายงานข้อมูลพบว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรง (Scope 1) และจากการใช้พลังงานที่ซื้อมา (Scope 2) รวมกันอยู่ที่ 301 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2566 และคิดเป็นประมาณ 0.8% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า หรือ Scope 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของภาคเทคโนโลยี
จากบริษัทที่ถูกประเมิน มีเพียง 47% ที่รายงานข้อมูล Scope 3 โดยการปล่อยก๊าซในส่วนนี้คิดเป็น 76% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ของบริษัทที่เปิดเผยข้อมูล สะท้อนว่าการลดคาร์บอนของธุรกิจดิจิทัลไม่สามารถมุ่งเฉพาะการใช้ไฟฟ้าในสำนักงานหรือ Data Center แต่ต้องครอบคลุมไปถึงซัพพลายเชน การผลิต และการใช้งานผลิตภัณฑ์ด้วย
AI เร่งโจทย์พลังงาน
การขยายตัวของ AI กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบพลังงาน เนื่องจากการฝึกและประมวลผลโมเดล AI ต้องอาศัย Data Center ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูง ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของบริการ AI และคลาวด์
รายงานระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของผู้ให้บริการ AI และคลาวด์รายใหญ่ 4 แห่ง เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 239% เมื่อเทียบกับปี 2563
เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ 14 ราย ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลงได้ 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน จะเห็นความแตกต่างของผลกระทบจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแต่ละประเภทอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีเฉพาะด้านที่เพิ่มการใช้พลังงาน เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน คาดการณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้การขยายตัวของ AI เดินหน้าควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
76% ตั้งเป้าลดคาร์บอน แต่มีเพียง 85 เป้าหมายที่อยู่บนเส้นทาง
ในด้านเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่า บริษัท 151 แห่ง หรือ 76% ของบริษัทที่ได้รับการประเมิน มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซในระยะใกล้สำหรับ Scope 1 และ Scope 2
แต่เมื่อพิจารณาความน่าเชื่อถือและความคืบหน้าของเป้าหมาย พบว่ามีเพียง 114 เป้าหมาย ที่ผ่านการตรวจสอบตามกรอบมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ และมีเพียง 85 เป้าหมาย ที่ถูกประเมินว่าอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายจากความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
สะท้อนให้เห็นว่า แม้บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากจะประกาศเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ช่องว่างระหว่าง “คำมั่น” กับ “การลงมือทำ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
อิเล็กทรอนิกส์ปล่อยคาร์บอน 53%
อีกประเด็นที่รายงานให้ความสำคัญคือห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ข้อมูลพบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 53% ของการปล่อยที่รายงานใน 3 กลุ่มย่อยของอุตสาหกรรม ทำให้การลดคาร์บอนของบริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องขยายขอบเขตไปยังซัพพลายเออร์และผู้ผลิตที่อยู่ในห่วงโซ่ด้วย
สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวของ Data Center และ AI เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินลงทุนและความสามารถในการประมวลผล แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนไฟฟ้า การจัดหาพลังงานหมุนเวียน และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เปลี่ยนจากคำมั่นสู่การลงมือทำ
รายงาน ITU และ WBA เสนอว่า ภาคดิจิทัลจำเป็นต้องเร่งยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 และนำแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI จำเป็นต้องเดินควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้การเติบโตของเทคโนโลยีสร้างภาระด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เพราะโจทย์ของอุตสาหกรรมดิจิทัลในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียง “AI จะฉลาดขึ้นแค่ไหน” แต่รวมถึงคำถามสำคัญว่า “AI จะเติบโตโดยใช้พลังงานและปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเท่าไร” ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุน Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก







