
Google หนุนรัฐจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งคัดคุณภาพมากกว่าเงินลงทุน
Google Cloud สนับสนุนรัฐวางเกณฑ์จัดระเบียบการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ชี้ควรคัดกรองคุณภาพนักลงทุนผ่าน 4 มิติ “น้ำ-ไฟฟ้า-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ” มากกว่ามองเพียงเม็ดเงินลงทุน ย้ำโครงการต้องไม่สร้างภาระต่อทรัพยากรและชุมชน
KEY
POINTS
- Google สนับสนุนแนวทางภาครัฐในการจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเสนอให้เปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาจาก "มูลค่าเงินลงทุน" เป็น "คุณภาพและความรับผิดชอบ" ของนักลงทุน
- เสนอให้ใช้เกณฑ์คัดกรอง 4 มิติสำคัญในการพิจารณาโครงการ ได้แก่ การจัดการน้ำ, การใช้ไฟฟ้า, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับ
- ชี้ว่ากฎเกณฑ์ที่ชัดเจนจะช่วยคัดกรองนักลงทุนที่มีความพร้อม ไม่สร้างภาระด้านทรัพยากรให้ชุมชน และสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว
นายจิรเดช จตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ Google Cloud ประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า Google สนับสนุนแนวทางของภาครัฐในการจัดระเบียบและกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเห็นว่าการพิจารณานักลงทุนไม่ควรวัดจากมูลค่าโครงการเพียงอย่างเดียวแต่ควรครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การใช้น้ำ ,การใช้ไฟฟ้า ,ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับ
นายจิรเดชระบุว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการลงทุนของ Google ซึ่งนำปัจจัยทั้ง 4 ด้านมาพิจารณาตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การออกแบบระบบ ไปจนถึงการประเมินผลกระทบในระยะยาว
Google หนุนคัด“คุณภาพ”นักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
นายจิรเดช มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มีอายุการใช้งานยาวนาน และต้องใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การดึงการลงทุนเข้าสู่ประเทศจึงไม่ควรตั้งเป้าเพียงจำนวนโครงการหรือขนาดเม็ดเงินลงทุน
นักลงทุนต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า โครงการสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ได้โดยไม่สร้างภาระให้ชุมชน ขณะเดียวกันต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศไทย การมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงไม่ใช่อุปสรรคต่อการลงทุน แต่เป็นเครื่องมือช่วยคัดกรองผู้ลงทุนที่มีความพร้อมและรับผิดชอบต่อผลกระทบจากโครงการของตนเอง
น้ำต้องไม่แย่งชุมชน
ประเด็นแรกที่ถูกจับตามองคือ “น้ำ” โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมาก
นายจิรเดชระบุว่า ก่อนตัดสินใจลงทุน Google จะประเมินความพร้อมของพื้นที่อย่างละเอียด รวมถึงนำข้อมูลด้านน้ำย้อนหลังมากกว่า 100 ปี มาวิเคราะห์ เพื่อประเมินความเสี่ยงในระยะยาว หลักสำคัญคือ โครงการต้องไม่เข้าไปแย่งใช้น้ำที่ประชาชนหรือชุมชนต้องใช้ หากประเมินแล้วพบว่าพื้นที่มีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดด้านน้ำ Google สามารถปรับระบบระบายความร้อนมาใช้ Air Cooling หรือระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำ
ขณะเดียวกัน Google ตั้งเป้าหมาย Water Replenishment หรือการคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณเทียบเท่า 120% ของน้ำที่ใช้ การคืนน้ำสามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ ทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ลดการสูญเสียน้ำจากระบบ ตรวจสอบจุดรั่วไหล รวมถึงสนับสนุนระบบน้ำหยดในภาคเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
ใช้ไฟเพิ่ม ต้องรับต้นทุนโครงข่ายเอง
อีกประเด็นสำคัญคือ “ไฟฟ้า” เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และโครงการขนาดใหญ่อาจทำให้ต้องลงทุนเพิ่มในโครงข่ายเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟ
นายจิรเดช กล่าวว่า หากโครงการของ Google ทำให้จำเป็นต้องยกระดับ Grid Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า บริษัทพร้อมรับผิดชอบต้นทุนในส่วนที่เกิดจากความต้องการของโครงการเอง
ที่ผ่านมา Google ได้หารือกับทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถึงแนวทางรองรับความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์
หากจำเป็นต้องก่อสร้าง Substation หรือสถานีไฟฟ้าใหม่ Google พร้อมลงทุนในส่วนดังกล่าว เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่เกิดจากโครงการถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมในพื้นที่
ขณะเดียวกัน Google สนับสนุนนโยบาย Direct PPA เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้ได้โดยตรง ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรองรับการเติบโตของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาว
สิ่งแวดล้อมต้องเป็นเงื่อนไขตั้งแต่ก่อนลงทุน
นายจิรเดช มองว่า การกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมควรถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ก่อนอนุมัติการลงทุน ไม่ใช่รอให้โครงการเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปแก้ไขผลกระทบภายหลัง
เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีอายุโครงการยาวนานหลายสิบปี การเลือกเทคโนโลยี ระบบน้ำ ระบบไฟ และพื้นที่ตั้งตั้งแต่ต้น จึงมีผลโดยตรงต่อทรัพยากรของพื้นที่ในระยะยาว
การจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์จึงควรเปลี่ยนจากการแข่งขันว่า “ใครลงทุนมากกว่า” ไปสู่คำถามว่า “ใครสามารถลงทุนได้อย่างรับผิดชอบมากกว่า”
คาดปี 72 สร้างเศรษฐกิจไทย 1.3 แสนล้าน
มิติสุดท้ายคือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะได้รับ ซึ่ง Google มองว่าควรถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์วัดคุณภาพการลงทุน
Google ประเมินว่า การลงทุนของบริษัทจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 ในช่วงก่อสร้าง คาดว่าจะมีการจ้างผู้รับเหมาไทยและแรงงานประมาณ 4,200 คนต่อปี ขณะที่เมื่อเข้าสู่ช่วงดำเนินงาน จะสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 29,000 ตำแหน่งต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีงานเฉพาะทางภายในดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งวิศวกรไฟฟ้า วิศวกรเครื่องกล และบุคลากรดูแลระบบ ซึ่งเป็นงานประจำระยะยาวและสามารถอยู่กับโครงการได้มากกว่า 20 ปี
Google ยังมีแผนทำงานร่วมกับภาครัฐและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ EEC เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และ Data Center รองรับความต้องการกำลังคนทักษะสูงในอนาคต
นายจิรเดชมองว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวขึ้นเป็น Digital Hub และ AI Hub การมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องเดินควบคู่กันคือกติกาที่ทำให้การลงทุนไม่สร้างภาระต่อทรัพยากรของประเทศ
การจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ผ่าน 4 มิติ “น้ำ-ไฟฟ้า-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ” จึงเป็นแนวทางที่ Google สนับสนุน เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาไม่จบเพียงการสร้างศูนย์ข้อมูล แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างงาน พัฒนาคน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในระยะยาว







