
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จีนกำลังก้าวสู่ตลาดแมส ราคาเริ่มต้น 45,000 บาท
จีนเร่งดันหุ่นยนต์ “ฮิวแมนนอยด์” สู่ตลาดใช้งานจริง ล่าสุด VST ECS จับมือ AGIBOT เตรียมเปิดตลาดหุ่นยนต์ AI ในไทย สู่ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และใช้ในชีวิตประจำวัน
KEY
POINTS
- ผู้ผลิตจีนเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยมีราคาเริ่มต้นเพียงประมาณ 45,000 บาท เพื่อขยายตลาดสู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง
- การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตกว่า 140 ราย และความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนในประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกดดันให้ราคาหุ่นยนต์ลดลงอย่างรวดเร็ว
- จีนมุ่งผลักดันหุ่นยนต์ออกจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สู่แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างระบบนิเวศและขยายการใช้งานจริง
ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนกำลังขยับเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ถูกมองเป็นเทคโนโลยีราคาแพงสำหรับห้องทดลอง งานวิจัย หรือเวทีแสดงนวัตกรรม ไปสู่สินค้าที่เริ่มเข้าใกล้ตลาดผู้ใช้จริงมากขึ้น หลังผู้ผลิตจีนหลายรายทยอยเปิดตัวรุ่นใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 ด้วยราคาที่จับต้องได้กว่าเดิม
รายงานของ World Internet Conference ระบุว่า Unitree Robotics เปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ R1 ราคาเริ่มต้น 26,900 หยวน หรือประมาณ 121,050 บาท ขณะที่ Noetix Robotics เปิดตัว Bumi ราคา 9,998 หยวน หรือประมาณ 44,991 บาท และ Booster Robotics เปิดตัว K1 Series ราคาเริ่มต้น 29,900 หยวน หรือประมาณ 134,550 บาท
การเปิดราคาต่ำกว่า 10,000 หยวน หรือราว 45,000 บาท ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า จีนกำลังเร่งผลักดันหุ่นยนต์ AI ออกจากตลาดเฉพาะกลุ่ม ไปสู่แพลตฟอร์มที่นักพัฒนา สถาบันการศึกษา ห้องปฏิบัติการ AI และภาคธุรกิจสามารถซื้อไปทดลองใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น
จีนลดกำแพงราคา เปิดทางตลาดผู้ใช้จริง
ก่อนหน้านี้ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มักถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีต้นทุนสูง ยังไม่เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง แต่การที่ผู้ผลิตจีนเริ่มเปิดตัวสินค้าระดับหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ทำให้ภาพของตลาดเริ่มเปลี่ยนไป
หุ่นยนต์ไม่ได้ถูกวางตำแหน่งเป็นเพียง “ของโชว์” อีกต่อไป แต่เริ่มถูกผลักให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ ทดลองพัฒนา และใช้งานเชิงธุรกิจระยะแรก โดยเฉพาะในกลุ่มนักพัฒนา สถาบันการศึกษา องค์กรวิจัย และธุรกิจที่ต้องการนำ AI ไปเชื่อมกับงานในโลกจริง
ขณะที่ Unitree R1 และ Booster K1 Series สะท้อนทิศทางเดียวกัน คือผู้ผลิตจีนกำลังเร่งขยายฐานลูกค้าจากองค์กรขนาดใหญ่และห้องวิจัย ไปสู่ตลาดนักพัฒนา มหาวิทยาลัย และผู้ใช้งานเชิงทดลอง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการสร้างระบบนิเวศหุ่นยนต์ในระยะต่อไป
ผู้ผลิตกว่า 140 ราย กดดันราคาหุ่นยนต์จีน
แรงผลักดันสำคัญมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรายงานของ Caixin ระบุว่า จีนมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 140 ราย และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้วกว่า 330 รุ่น ทำให้เกิดความกังวลว่าอุตสาหกรรมนี้อาจเข้าสู่ภาวะ “involution” หรือการแข่งขันหั่นราคากันเอง คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน
การแข่งขันดังกล่าวมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ด้านหนึ่งทำให้ราคาหุ่นยนต์ลดลงเร็ว เปิดทางให้ตลาดขยายตัวกว้างขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งอาจกดดันกำไรของผู้ผลิต หากยังไม่สามารถพิสูจน์การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ชัดเจนพอ
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของจีนอยู่ที่ซัพพลายเชนภายในประเทศที่ครบวงจร ตั้งแต่มอเตอร์ เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่ กล้อง ระบบประมวลผล ชิ้นส่วนกลไก ไปจนถึงโรงงานผลิตที่มีประสบการณ์จากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้จีนสามารถเร่งผลิตจำนวนมาก ลดต้นทุนต่อหน่วย และผลักสินค้าสู่ตลาดในราคาที่แข่งขันได้
โมเดลนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่จีนเคยใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า คือเริ่มจากการลงทุนเทคโนโลยีและซัพพลายเชน จากนั้นใช้การผลิตจำนวนมากสร้างความได้เปรียบด้านราคา
EV จีนต่อยอดสู่ Physical AI
ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนไม่ได้มีเฉพาะบริษัทหุ่นยนต์โดยตรงเท่านั้น แต่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนเริ่มขยับเข้ามาในสนามนี้มากขึ้นด้วย โดย Xpeng เตรียมผลักดันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ IRON เข้าสู่การผลิตจำนวนมากภายในสิ้นปี 2569
ความเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามีเทคโนโลยีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์อยู่แล้ว ทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ เซ็นเซอร์ กล้อง ระบบ AI ซอฟต์แวร์ควบคุม และการผลิตเชิงอุตสาหกรรม หากนำจุดแข็งเหล่านี้มาต่อยอดได้สำเร็จ ต้นทุนหุ่นยนต์อาจลดลงเร็วขึ้น และทำให้จีนขยายตลาดผู้ใช้จริงได้เร็วกว่าคู่แข่ง
อีกด้านหนึ่ง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนยังเริ่มเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ AI ระดับโลก โดยเฉพาะแนวคิด “Physical AI” หรือการนำ AI ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไปทำงานในโลกจริงผ่านร่างกายของหุ่นยนต์ เมื่อฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลง และระบบ AI มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โอกาสนำหุ่นยนต์ไปใช้ในภาคการศึกษา งานวิจัย บริการ และอุตสาหกรรมจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐจีนยังเป็นแรงหนุนสำคัญ หลังวันที่ 18 มิถุนายน 2569 กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศ 17 มาตรการ เพื่อส่งเสริมการนำ AI ไปใช้ในสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายผลักดันตลาดใหม่สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ทั้งในครัวเรือน ภาคธุรกิจ และบริการสาธารณะ
จับตาไทย VST ECS จับมือ AGIBOT เปิดตลาดหุ่นยนต์ AI
สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของจีนมีนัยต่อหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงาน โลจิสติกส์ ค้าปลีก การศึกษา โรงพยาบาล บริการผู้สูงอายุ และธุรกิจบริการที่เริ่มมองหาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
ล่าสุด บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มขยับเข้าสู่ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ผ่านความร่วมมือกับ AGIBOT ผู้นำด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อเปิดตัว Humanoid Robot ภายใต้แนวคิด “Embodied Intelligence to Infinite Productivity” เชื่อมโยงความสามารถของปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจและชีวิตประจำวัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการนำหุ่นยนต์ AI มาทดลองใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อโชว์นวัตกรรม แต่เริ่มมองถึงการใช้งานในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่งานบริการลูกค้า งานซ้ำในองค์กร การสาธิตสินค้า การศึกษา ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม







