เอเชียแปซิฟิก นำโด่งยอดใช้ AI แนะเสี่ยง Deepfake-ภัยไซเบอร์พุ่ง

19 ม.ค. 2569 | 07:54 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 08:03 น.

“แคสเปอร์สกี้” เผยเอเชียแปซิฟิกขึ้นแท่นผู้นำนวัตกรรม AI 78% ใช้งาน AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง คาดปี 2569 Deepfake ทะลัก-ภัยไซเบอร์พุ่ง

KEY

POINTS

  • ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กลายเป็นผู้นำระดับโลกด้านการใช้งาน AI โดยมีสัดส่วนผู้ใช้งานสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
  • การเติบโตของ AI ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Deepfake ที่คาดว่าจะแพร่หลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าผู้ไม่หวังดีจะนำ AI มาใช้ในทุกขั้นตอนของการโจมตีทางไซเบอร์ ตั้งแต่การสร้างอีเมลหลอกลวงไปจนถึงการเขียนโค้ดโจมตี

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เปิดเผยรายงานคาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2569 โดยระบุว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในการกำหนดทิศทาง AI ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภูมิทัศน์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งในแง่การป้องกันและภัยคุกคามรูปแบบใหม่

เอเชียแปซิฟิก: สนามทดสอบ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขัน AIระดับโลกอย่างชัดเจน โดยผลสำรวจพบว่าผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคนี้ถึง 78% ใช้งาน AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72% ปัจจัยหลักที่ทำให้ภูมิภาคนี้โดดเด่นคือการนำ AI มาใช้ตั้งแต่ระดับฐานราก โดยได้รับแรงหนุนจากประชากรรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีและกลุ่มผู้บริโภคที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างหนาแน่น

เอเชียแปซิฟิก นำโด่งยอดใช้ AI แนะเสี่ยง Deepfake-ภัยไซเบอร์พุ่ง

การลงทุนที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์จากระดับซีอีโอ ทำให้เอเชียแปซิฟิกกลายเป็นสนามทดสอบ AI ที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด นำไปสู่การเกิดบริษัทกลุ่ม “AI Frontier” อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมที่ก้าวกระโดดนี้เป็นทั้งต้นแบบและคำเตือนสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจาก AI ได้เข้าไปเปลี่ยนรูปแบบของภัยคุกคาม ทั้งในด้านการสร้างและการทำงานที่อัตโนมัติมากขึ้น

8 การคาดการณ์เทรนด์ AI และภัยไซเบอร์ในปี 2569

แคสเปอร์สกี้ได้วิเคราะห์แนวโน้มสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ดังนี้:

  • Deepfake กลายเป็นกระแสหลัก: เนื้อหาที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์จะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมาก ทำให้องค์กรต้องเร่งฝึกอบรมพนักงานและกำหนดนโยบายความปลอดภัยเพื่อรับมือ
  • คุณภาพเสียงและภาพที่สมจริงยิ่งขึ้น: อุปสรรคในการเข้าถึงเครื่องมือสร้าง Deepfake จะลดลง แม้แต่ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถสร้างเนื้อหาคุณภาพดีได้ในไม่กี่คลิก
  • การพัฒนาระบบติดป้ายกำกับเนื้อหา AI: จะมีความพยายามในการออกกฎระเบียบและมาตรการทางเทคนิคใหม่ๆ เพื่อระบุเนื้อหาที่สร้างโดย AI หลังจากระบบเดิมยังถูกหลีกเลี่ยงได้ง่าย
  • Deepfake แบบเรียลไทม์: เทคโนโลยีการสลับใบหน้าและเสียงขณะออนไลน์จะพัฒนาขึ้นมาก แม้ยังต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูงแต่จะถูกนำมาใช้ในการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้น
  • โมเดลโอเพนซอร์สครองตลาด: ระบบโอเพนซอร์สกำลังพัฒนาฟังก์ชันการทำงานอย่างรวดเร็วและไม่มีข้อจำกัดที่เข้มงวดเท่าโมเดลแบบปิด ทำให้เสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • เส้นแบ่งความจริงและลวงเริ่มเลือนลาง: AI สามารถสร้างอีเมลหลอกลวงและหน้าเว็บฟิชชิงคุณภาพสูง ขณะที่แบรนด์ใหญ่เริ่มใช้ AI ในงานโฆษณาจนผู้บริโภคเริ่มคุ้นชินกับเนื้อหาสังเคราะห์
  • AI ครองห่วงโซ่การโจมตี: ผู้คุกคามจะใช้ LLM ในเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เขียนโค้ด ตรวจสอบช่องโหว่ ไปจนถึงการปิดบังร่องรอยการโจมตี
  • พลิกโฉมการทำงานของทีม SOC: ระบบที่ใช้เอเจนต์จะสแกนโครงสร้างพื้นฐานและวิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์ โดยเปลี่ยนมาสื่อสารผ่านส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติแทนคำสั่งทางเทคนิคที่ซับซ้อน

คำแนะนำเพื่อการป้องกันระดับองค์กร

วลาดิสลาฟ ทุชคาโนฟ ผู้จัดการกลุ่มวิจัยและพัฒนาของแคสเปอร์สกี้ ระบุว่า AI เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับทั้งผู้โจมตีและผู้ป้องกัน ความสามารถในการจัดการ AI อย่างปลอดภัยจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของความปลอดภัยทางไซเบอร์

แคสเปอร์สกี้มีคำแนะนำเพื่อปกป้ององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดังนี้:

  1. อัปเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่แทรกซึมเข้าสู่เครือข่าย
  2. จำกัดการเข้าถึงเดสก์ท็อประยะไกล (RDP) และใช้รหัสผ่านที่รัดกุมเสมอ
  3. ใช้โซลูชันความปลอดภัยขั้นสูง เช่น Kaspersky Next เพื่อตรวจจับและกำจัดภัยคุกคามที่ซับซ้อนและการโจมตีแบบ APT
  4. ใช้ข้อมูล Threat Intelligence เพื่อรับทราบพฤติกรรมล่าสุดของผู้คุกคาม
  5. สำรองข้อมูลเป็นประจำ โดยแยกข้อมูลสำรองออกจากเครือข่ายและตรวจสอบให้พร้อมใช้งานในกรณีฉุกเฉิน