
นายกฯ สั่ง "ไตรรัตน์" แจงปมประชุมบอร์ด หลังศาลชี้คดีคุณสมบัติประธาน กสทช.
เปิดหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงปมเชิญประชุมบอร์ด 1-2 ต.ค. 2569 หลังศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้องคดีคุณสมบัติประธาน กสทช. หวั่นขัดคำพิพากษาศาล
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินการเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 1-2 ตุลาคม
- การสั่งให้ชี้แจงนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งของประธาน กสทช.
- สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตว่า การเชิญประชุมดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล ซึ่งชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่าประธาน กสทช. สละสิทธิ ยังคงมีผลตามกฎหมาย
9 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือเรื่อง “ขอให้ชี้แจงการดำเนินงาน” ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ถึง (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ รองเลขาธิการ กสทช. เพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569
หนังสือดังกล่าวลงนามโดย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยอ้างถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. และผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา
เปิดคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ปมคุณสมบัติประธาน กสทช.
เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ในคดีที่ นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดี
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
รวมถึงการวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำนักนายกฯ ชี้คำสั่งทางปกครองยังมีผลตามกฎหมาย
หนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอ้างถึงหลักกฎหมายว่า การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ตามหนังสือดังกล่าว การที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ระบุว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 จึงไม่ทำให้คำวินิจฉัยดังกล่าวถูกทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ
หนังสือยังระบุถึงผลทางกฎหมายว่า ต้องถือว่าผู้ฟ้องคดีได้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งมาแต่แรก และไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. มาแต่แรก ตามข้อพิจารณาที่อ้างไว้ในเอกสาร
ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าวเป็นสาระและการตีความกฎหมายที่ปรากฏในหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มิใช่การวินิจฉัยสถานภาพบุคคลเพิ่มเติมโดยผู้สื่อข่าว
ตั้งข้อสังเกตเชิญประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ 1-2 ตุลาคม
หนังสือระบุว่า ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนว่า สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ยังคงมีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 ตามคำสั่งของประธาน กสทช.
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล และอ้างถึงอำนาจตามมาตรา 76 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553
โดยหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว
สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประชุม สำนักงาน กสทช. เคยชี้แจงว่าได้จัดเตรียมการประชุมครั้งที่ 25/2569 ต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 1-2 ตุลาคม แต่ไม่สามารถเริ่มประชุมได้ เนื่องจากไม่มีกรรมการเข้าร่วม โดยสำนักงานยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ให้รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลการดำเนินงาน
ในตอนท้ายของหนังสือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุข้อความว่า
จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการต่อไป
พร้อมลงนามโดยนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ประเด็นสำคัญของหนังสือฉบับนี้จึงอยู่ที่การขอให้รักษาการเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินการเชิญประชุม ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสละสิทธิเข้ารับตำแหน่งของประธาน กสทช.
อย่างไรก็ตาม หนังสือฉบับนี้ไม่ได้ระบุคำสั่งให้ยกเลิกการประชุม หรือคำสั่งปลดบุคคลออกจากตำแหน่งโดยตรง และควรแยกประเด็นการขอให้ชี้แจงออกจากผลทางกฎหมายที่ยังมีข้อโต้แย้งระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.







