
ประธาน กสทช. โต้คำสั่งหยุดหน้าที่ 7 วัน-ปรับวันละ 5 หมื่น ชี้กรรมการสรรหาหมดอำนาจ
“สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ยื่นคัดค้านมาตรการบังคับทางปกครอง หลังถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน พร้อมค่าปรับวันละ 50,000 บาท ชี้คณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดอำนาจแล้ว ย้ำคดียังไม่ถึงที่สุด
KEY
POINTS
- ประธาน กสทช. โต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน และกำหนดค่าปรับวันละ 50,000 บาท
- ชี้ว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ได้สิ้นสุดอำนาจหน้าที่ลงแล้ว เนื่องจากการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ กสทช. ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
- ให้เหตุผลว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้กรรมการ กสทช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ และคดีที่เกี่ยวข้องยังไม่ถึงที่สุด
- เรียกร้องให้ระงับมาตรการบังคับทางปกครอง และขอให้ชี้แจงหลักเกณฑ์การคำนวณค่าปรับ รวมถึงกระบวนการลงมติของคณะกรรมการสรรหาฯ
9 ตุลาคม 2569 ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มอบหมายให้สำนักงานประธาน กสทช. เผยแพร่แถลงการณ์คัดค้านและโต้แย้งมาตรการบังคับทางปกครองของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
การออกแถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีหนังสือให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน พร้อมกำหนดค่าปรับวันละ 50,000 บาท
ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณา โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดอำนาจหน้าที่แล้ว อีกทั้งกระบวนการทางคดียังไม่ถึงที่สุด จึงขอให้ระงับมาตรการบังคับทางปกครองและการเรียกเก็บค่าปรับ
เปิด 5 ข้อโต้แย้ง ประธาน กสทช.
1. ชี้คณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดอำนาจหน้าที่แล้ว
ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ระบุว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นองค์กรเฉพาะกิจตามกฎหมาย ซึ่งมีภารกิจในการดำเนินการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.
เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการ กสทช. ครบทั้ง 7 คนแล้ว จึงเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมสิ้นสุดลง
พร้อมอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 25–27/2555 และ 16/2555 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดภารกิจของคณะกรรมการสรรหา เมื่อกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น
2. โต้ไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ประธาน กสทช. เห็นว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ในการวินิจฉัยว่าบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือมีอำนาจออกคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่
จึงเห็นว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าวอาจเป็นการดำเนินการเกินขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย
3. ย้ำคดียังไม่ถึงที่สุด ค้านค่าปรับวันละ 50,000 บาท
ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ระบุว่า ขณะนี้คดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ในชั้นศาลปกครองสูงสุด การเร่งใช้มาตรการบังคับทางปกครอง พร้อมกำหนดค่าปรับวันละ 50,000 บาท ทั้งที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด จึงเป็นประเด็นที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมและสร้างภาระเกินสมควร
4. ตั้งข้อสังเกตกระบวนการประชุมและการลงมติ
ประธาน กสทช. ตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือแจ้งมาตรการบังคับทางปกครองไม่ได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมและการลงมติของคณะกรรมการสรรหาฯ อย่างครบถ้วน
โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับวัน เวลา สถานที่ประชุม องค์ประชุม และความเห็นของกรรมการแต่ละราย รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าหนังสือดังกล่าวลงนามโดยประธานคณะกรรมการสรรหาฯ เพียงคนเดียว
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงกรณีที่กรรมการสรรหาฯ บางรายเคยแสดงความเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจและองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรได้รับการชี้แจงให้ชัดเจน
5. จี้เปิดหลักเกณฑ์คำนวณค่าปรับวันละ 5 หมื่นบาท
ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ระบุว่า หนังสือดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักเกณฑ์และเหตุผลในการกำหนดอัตราค่าปรับวันละ 50,000 บาท อย่างชัดเจน รวมถึงไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการและหน่วยงานที่รับชำระค่าปรับ
จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ชี้แจงหลักเกณฑ์การคำนวณและเหตุผลประกอบการกำหนดค่าปรับดังกล่าว
ขอระงับมาตรการบังคับทางปกครอง วอนสังคมให้ความเป็นธรรม
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ ได้ขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ งดเว้นและระงับการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง รวมถึงการเรียกเก็บค่าปรับวันละ 50,000 บาท
พร้อมเรียกร้องให้จัดส่งเอกสารรายงานการประชุม รายละเอียดการลงมติ และหลักเกณฑ์การคำนวณค่าปรับอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ยังขอให้สังคมพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่ด่วนตัดสินจากข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด พร้อมยืนยันการสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติภูมิของตนเองต่อไป.







