thansettakij
thansettakij
ยอดใช้ไฟสูงสุด กทม.พุ่ง 9,029.62 MW ทุบสถิติปี 69 MEA ยันไฟฟ้ามั่นคงรับมืออากาศร้อนจัด

ยอดใช้ไฟสูงสุด กทม.พุ่ง 9,029.62 MW ทุบสถิติปี 69 MEA ยันไฟฟ้ามั่นคงรับมืออากาศร้อนจัด

03 เม.ย. 69 | 07:26 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 07:38 น.

การไฟฟ้านครหลวง กางสถิติล่าสุด เผยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ พุ่งทุบสถิติใหม่แตะระดับ 9,029.62 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

KEY

POINTS

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ทำสถิติใหม่ที่ 9,029.62 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569
  • สาเหตุหลักของการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง
  • การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ยืนยันว่าระบบไฟฟ้ามีความมั่นคงและได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว

วันนี้  3 เมษายน 2569  MEA หรือการไฟฟ้านครหลวงเผยค่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ทะลุ 9,029.62 เมกะวัตต์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันความพร้อมของระบบไฟฟ้ามั่นคงรองรับการใช้งานของประชาชน

จากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่รับผิดชอบ ส่งผลให้สถิติความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Max. Demand) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ พุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ โดยมียอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 9,029.62 เมกะวัตต์ (MW) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ในช่วงเวลา 15.30 – 16.00 น. ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการเติบโตของการใช้พลังงานในช่วงฤดูร้อนอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้ MEA ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญ ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความเสถียรภาพ และการนำนวัตกรรมระบบควบคุมไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้ติดตามการจ่ายไฟแบบ Real-time เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีภาระการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Load) รวมถึงมีทีมช่างไฟฟ้าพร้อมดูแลแก้ไขเหตุไฟฟ้าขัดข้องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

การไฟฟ้านครหลวง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ MEA ขอความร่วมมือประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าตามหลัก "4 ป." ได้แก่ ปิดไฟที่ไม่ใช้ ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อใช้งานเสร็จ และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมถึงหมั่นล้างเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว.