thansettakij
thansettakij
ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์

ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์

26 มี.ค. 69 | 04:38 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 04:51 น.

ซีเกท เทคโนโลยี ยันบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญระดับโลก มีการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในยุคคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

KEY

POINTS

  • ซีเกทตอกย้ำสถานะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในซัพพลายเชนระดับโลก และเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อขยายศักยภาพศูนย์วิจัยและพัฒนา
  • มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (HAMR) เพื่อเพิ่มความจุฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์สู่ระดับ 5TB ต่อแผ่น รองรับความต้องการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลจากกระแส AI และคลาวด์
  • ยืนยันไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เนื่องจากมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและบุคลากรที่มีทักษะ โดยพนักงานเกือบ 50% ของซีเกททั่วโลกปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย

นาย เค.เอฟ. ชอง  รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก บริษัทซีเกท เทคโนโลยี  จำกัด  กล่าวย้ำความเชื่อมั่นว่าประเทศไทย   โดยถือเป็นกลไกสำคัญในซัพพลายเชนระดับโลก โดยเดินหน้าอัปเกรดเทคโนโลยีการผลิตสู่ระดับ 5TB ต่อแผ่นดิสก์ พร้อมขยายศักยภาพศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลจากกระแส AI และเศรษฐกิจข้อมูล (Data Economy)

แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยตัวเลขสัดส่วนการผลิตรายโรงงาน แต่ยืนยันว่าฐานการผลิตในไทยมีบทบาทและครองสัดส่วนมูลค่าธุรกิจที่สูงมากในระบบซัพพลายเชนทั่วโลก โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถ "เทราไบต์ต่อแผ่นดิสก์" (Terabyte per disk) มากกว่าการเพิ่มจำนวนชิ้นเพียงอย่างเดียว

ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซีเกทระบุว่าบริษัทมีแผนสำรองฉุกเฉินและการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนต่างๆ โดยยืนยันว่าไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมทั้งระบบนิเวศการผลิตแบบครบวงจร  ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คือการมีคลัสเตอร์ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง การสนับสนุนจากภาครัฐ และแหล่งบุคลากรที่มีทักษะ (Talent) ทั้งนี้ ปัจจุบันพนักงานของซีเกทเกือบ 50% ทั่วโลกปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย

หัวใจสำคัญของการเติบโตในครั้งนี้คือเทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording หรือ HAMR ซึ่งใช้ลำแสงระดับนาโนสเกลช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการบันทึกข้อมูลได้สูงสุด โดยซีเกทได้เริ่มผลิตส่วนประกอบหลักและหัวอ่าน HAMR รุ่นที่สองที่โรงงานเทพารักษ์ ก่อนจะนำไปประกอบเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และระบบจัดเก็บข้อมูลที่โรงงานโคราช เพื่อส่งมอบให้กลุ่มลูกค้าไฮเปอร์สเกลระดับโลก ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 3TB สู่ 4TB ภายใต้ชื่อ โมเสก 4 พลัส (Mozaic 4 Plus) และมีแผนขยายไปถึง 5TB หรือมากกว่านั้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากในไทยเพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว

ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์ ทางซีเกทชี้แจงว่ามุมมองที่ว่า HDD กำลังจะหมดไปนั้นไม่เป็นความจริง แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วไป สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Data Center และ คลาวด์ โดย AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมเศรษฐศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง ทำให้การจัดเก็บข้อมูลกลายเป็นข้อจำกัดเชิงกลยุทธ์ในระบบนิเวศข้อมูล ซึ่งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังคงจัดเก็บข้อมูลประมาณ 87% ในศูนย์ข้อมูลคลาวด์ขนาดใหญ่เนื่องจากความคุ้มค่าในระดับไฮเปอร์สเกล

ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์ ทั้งนี้ ซีเกทตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดที่ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Hyperscale และ AI พร้อมวางแผนงานที่ชัดเจนสู่การผลิตฮาร์ดดิสก์ความจุ 100TB ในอนาคต

ด้านนายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง  ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนนั้น ซีเกทมีแผนเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล

ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์ นอกจากนี้ยังมีโครงการเปลี่ยนรถบัสรับส่งพนักงานเป็นรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) ทั้งหมดภายในปี 2574 โดยถือเป็นผู้นำในการนำรถบัสไฟฟ้ามาใช้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ส่วนประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ซีเกทระบุว่าไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับความพร้อมของบุคลากรและระบบนิเวศ โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการยกระดับความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น

สำหรับการพัฒนาบุคลากร บริษัทได้ยกระดับสู่การเป็น Industry 4.0 โดยนำ AI มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้าง Talent Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกต่อไป