
ซีเกท ย้ำไทยเป็นฐานผลิตสำคัญ เดินหน้าลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีรับ AI-คลาวด์
ซีเกท เทคโนโลยี ยันบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญระดับโลก มีการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรองรับความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในยุคคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
KEY
POINTS
- ซีเกทตอกย้ำสถานะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในซัพพลายเชนระดับโลก และเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อขยายศักยภาพศูนย์วิจัยและพัฒนา
- มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (HAMR) เพื่อเพิ่มความจุฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์สู่ระดับ 5TB ต่อแผ่น รองรับความต้องการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลจากกระแส AI และคลาวด์
- ยืนยันไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย เนื่องจากมีระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและบุคลากรที่มีทักษะ โดยพนักงานเกือบ 50% ของซีเกททั่วโลกปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย
นาย เค.เอฟ. ชอง รองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการระดับโลก บริษัทซีเกท เทคโนโลยี จำกัด กล่าวย้ำความเชื่อมั่นว่าประเทศไทย โดยถือเป็นกลไกสำคัญในซัพพลายเชนระดับโลก โดยเดินหน้าอัปเกรดเทคโนโลยีการผลิตสู่ระดับ 5TB ต่อแผ่นดิสก์ พร้อมขยายศักยภาพศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการจัดเก็บข้อมูลมหาศาลจากกระแส AI และเศรษฐกิจข้อมูล (Data Economy)
แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยตัวเลขสัดส่วนการผลิตรายโรงงาน แต่ยืนยันว่าฐานการผลิตในไทยมีบทบาทและครองสัดส่วนมูลค่าธุรกิจที่สูงมากในระบบซัพพลายเชนทั่วโลก โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถ "เทราไบต์ต่อแผ่นดิสก์" (Terabyte per disk) มากกว่าการเพิ่มจำนวนชิ้นเพียงอย่างเดียว
ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซีเกทระบุว่าบริษัทมีแผนสำรองฉุกเฉินและการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนต่างๆ โดยยืนยันว่าไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมทั้งระบบนิเวศการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คือการมีคลัสเตอร์ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง การสนับสนุนจากภาครัฐ และแหล่งบุคลากรที่มีทักษะ (Talent) ทั้งนี้ ปัจจุบันพนักงานของซีเกทเกือบ 50% ทั่วโลกปฏิบัติงานอยู่ในประเทศไทย
หัวใจสำคัญของการเติบโตในครั้งนี้คือเทคโนโลยี Heat-Assisted Magnetic Recording หรือ HAMR ซึ่งใช้ลำแสงระดับนาโนสเกลช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการบันทึกข้อมูลได้สูงสุด โดยซีเกทได้เริ่มผลิตส่วนประกอบหลักและหัวอ่าน HAMR รุ่นที่สองที่โรงงานเทพารักษ์ ก่อนจะนำไปประกอบเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และระบบจัดเก็บข้อมูลที่โรงงานโคราช เพื่อส่งมอบให้กลุ่มลูกค้าไฮเปอร์สเกลระดับโลก ขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 3TB สู่ 4TB ภายใต้ชื่อ โมเสก 4 พลัส (Mozaic 4 Plus) และมีแผนขยายไปถึง 5TB หรือมากกว่านั้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการลงทุนจำนวนมากในไทยเพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว
ด้านนายนรเชษฐ์ แซ่ตั้ง ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย และรองประธานอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนนั้น ซีเกทมีแผนเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล
ส่วนประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ซีเกทระบุว่าไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับความพร้อมของบุคลากรและระบบนิเวศ โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการยกระดับความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับต้นทุนที่สูงขึ้น
สำหรับการพัฒนาบุคลากร บริษัทได้ยกระดับสู่การเป็น Industry 4.0 โดยนำ AI มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้าง Talent Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกต่อไป






