
เทรนด์ใช้ AI สร้างภาพเลียนแบบจากข้อมูลตัวตน เปิดช่องโกงดิจิทัล
แคสเปอร์สกี้ เตือนภัย การให้ข้อมูลส่วนตัวแก่เครื่องมือ AI เอื้อประโยชน์ในการปลอมแปลงตัวตนและการโจมตีด้วยกลวิธีทางสังคม
KEY
POINTS
- เทรนด์การใช้ AI สร้างภาพเลียนแบบโดยป้อนข้อมูลส่วนตัวและอาชีพ กำลังเปิดช่องให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลเพื่อสร้างกลโกงดิจิทัล
- อาชญากรไซเบอร์สามารถนำข้อมูลที่ผู้ใช้แชร์กับ AI เช่น บริษัท ตำแหน่งงาน และรายละเอียดครอบครัว ไปสร้างกลลวงแบบฟิชชิงที่เฉพาะเจาะจงและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าข้อมูลที่ให้กับ AI อาจถูกจัดเก็บและนำไปใช้ฝึกฝนโมเดลต่อ จึงควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ระบุตัวตนได้เพื่อลดความเสี่ยง
เทรนด์ใหม่กำลังแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะแชร์รูปถ่ายส่วนตัวและขอให้เครื่องมือ AI สร้างภาพเลียนแบบหรือภาพประกอบโดยอิงจากชีวิต การงาน และ “ทุกสิ่งที่ AI รู้” เกี่ยวกับตัวผู้ใช้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือภาพเคลื่อนไหวของบุคคลนั้นในที่ทำงาน กับครอบครัว หรือขณะประกอบอาชีพของตน และเป็นเนื้อหาที่พบเห็นได้บ่อยใน Instagram, TikTok และ LinkedIn
เทรนด์นี้แม้ว่าอาจดูสร้างสรรค์และน่าสนุกสนาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เตือนว่า การกระทำนี้อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถสร้างข้อความหลอกลวงส่วนบุคคลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ระบุว่า คำขอข้อมูลประเภทนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนตัวกรองภาพทั่วไป ผู้ใช้จะอนุญาตให้เครื่องมือ AI เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโปรไฟล์ของตนโดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้ได้ภาพที่แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากคำสั่งนั้นฝังอยู่ในคำสั่ง “สร้างภาพเลียนแบบเกี่ยวกับฉันและงานของฉันโดยอิงจากทุกสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับฉัน” (Create a caricature about me and my job based on everything you know about me.) นอกเหนือจากรูปภาพอ้างอิงแล้ว ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อบริษัท โลโก้บริษัท ตำแหน่งงาน เมืองที่อาศัย กิจวัตรประจำวัน งานอดิเรก และรายละเอียดครอบครัวอื่นๆ มักถูกรวมและนำมาใช้ในการสร้างเทรนด์นี้ด้วย
ข้อมูลแต่ละชิ้นเหล่านี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลที่ละเอียดถี่ถ้วน การผสมผสานภาพ ข้อความ และบริบท จะเปิดเผยพฤติกรรม ความสัมพันธ์ สถานที่ที่ไปบ่อย และความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่อาชญากรไซเบอร์สามารถนำไปใช้สร้างกลโกงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ดังนั้น การพยายามหลอกลวงที่กล่าวถึงสถานที่ทำงาน ตำแหน่งงาน หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว จึงดูน่าเชื่อถือมากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เหยื่อจะเชื่อและให้ข้อมูลสำคัญหรือให้เงินแก่มิจฉาชีพ
ความเสี่ยงนี้เพิ่มมากเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถึงแม้ว่าภูมิภาคนี้จะมีอัตราการใช้งาน AI สูง โดยผู้ใช้ที่เชี่ยวชาญ 78% ใช้ AI ทุกสัปดาห์ (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72%) แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังคงขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคนิค ทำให้เสี่ยงต่อการหลอกลวงทางสังคมและการฟิชชิง
นอกจากนี้เมื่อใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ ผู้ใช้ไม่ได้แค่แชร์ภาพสุดท้ายเท่านั้น ข้อมูลอื่นๆ เช่น ภาพต้นฉบับ ข้อความหรือคำแนะนำที่ผู้ใช้เขียน ประวัติการใช้งาน และข้อมูลทางเทคนิคบางอย่าง เช่น ไอพีแอดเดรส อุปกรณ์ หรือรูปแบบการโต้ตอบ อาจถูกจัดเก็บไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับบริการและนโยบายความเป็นส่วนตัว ส่วนหนึ่งของข้อมูลนี้อาจถูกเก็บรักษาไว้เพื่อการดำเนินงานของบริการ ปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือฝึกฝนโมเดล AI ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาไม่ได้หายไปหลังจากสร้างภาพเลียนแบบแล้ว และอาจคงอยู่นานกว่าที่ผู้ใช้จะคาดคิด
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “กระแสไวรัลการสร้างภาพเลียนแบบชีวิตประจำวันของเราอาจดูเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ไม่เป็นอันตราย แต่แท้จริงแล้วเป็นการสมัครใจให้ข้อมูลแก่อาชญากรไซเบอร์ ทุกครั้งที่ผู้ใช้ในภูมิภาคป้อนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองให้กับ AI เพียงเพื่อให้ได้ภาพประกอบที่ชาญฉลาด ผู้ใช้ได้มอบพิมพ์เขียวสำหรับการโจมตีวิศวกรรมสังคมที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผู้ไม่หวังดี”
“ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่การนำ AI มาใช้กำลังนำหน้าโลก แต่ความรู้ด้านเทคโนโลยียังตามไม่ทัน ภาพดิจิทัลเหล่านี้กำลังกลายเป็นแผนที่อันตราย เรากำลังให้ข้อมูลที่มิจฉาชีพต้องการเพื่อเปลี่ยนอีเมลฟิชชิงทั่วๆ ไป ให้กลายเป็นการหลอกลวงส่วนบุคคลที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และหลบหลีกการป้องกันของผู้ใช้ที่ระมัดระวังตัวได้” เอเดรียนกล่าวเสริม
แม้ว่าเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นวิธีที่สนุกสนานในการทดลองสร้างสรรค์งานดิจิทัล แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเข้าร่วมในกระแสประเภทนี้ เพื่อลดความเสี่ยง ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ชอแนะนำดังนี้
· หลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น ชื่อเต็ม ตำแหน่งงาน บริษัท เมือง ที่อยู่ ตารางเวลา หรือกิจวัตรประจำวัน แม้ว่าจะเพื่อแค่ปรับแต่งภาพก็ตาม
· ไม่อัปโหลดรูปภาพที่มีโลโก้ เอกสารประจำตัว ป้ายทะเบียนรถ หน้าจอ อาคาร หรือองค์ประกอบใดๆ ที่อาจช่วยระบุตำแหน่งของคุณหรือเชื่อมโยงคุณกับองค์กรได้
· ไม่แชร์ข้อมูลหรือรูปภาพของผู้เยาว์ หรือเปิดเผยรายละเอียดครอบครัวที่อาจนำไปใช้ในการปลอมตัวเป็นบุคคลใกล้ชิดหรือสร้างกลโกงทางอารมณ์
· ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์การใช้งานของแพลตฟอร์มก่อนใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเก็บรักษาเนื้อหาและการใช้ข้อมูลเพื่อการฝึกอบรมหรือการปรับปรุงบริการ
· เสริมความระมัดระวังด้วยการป้องกันดิจิทัลเชิงรุก โซลูชัน Kaspersky Premium ช่วยลดความเสี่ยงจากลิงก์ที่เป็นอันตราย การดาวน์โหลดที่เป็นอันตราย และเทคนิคการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็เสริมความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้สร้างและแชร์เนื้อหาเหล่านี้






