

KEY
POINTS
ภายใต้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน
อีกหนึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรได้ยื่นข้อเสนอโครงการภายใต้กลุ่มแผนงานการลดการใช้พลังงานฟอสซิลและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ที่จะขอรับการสนับสนุนงบในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตวัตถุดิบพืชพลังงาน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเอทานอลของประเทศ วงเงินรวม 8,056.4000 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเข้าไปยกระดับและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการเกษตรที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเน้นการพัฒนาพืชพลังงานอย่างมันสำปะหลัง ให้สามารถป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเอทานอลได้อย่างมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ให้เหตุผลการขอใช้เงินกู้ดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2561-2580 หรือ AEDP2018 ที่กำหนดการผลิตเอทานอล รวมของประเทศไว้ที่ 7.22 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2580 โดยมีสัดส่วนการผลิตจากมันสำปะหลังอยู่ที่ 2.50 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เปิดดำเนินการอยู่จำนวน 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมราว 6.8 ถึง 7.0 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งใช้มันสำปะหลัง มีสัดส่วนการผลิตราว 38.4% ของเอทานอลทั้งหมดที่ผลิตได้ ดังนั้นมันสำปะหลังจึงเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ ที่ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบพลังงาน แต่ยังกระจายรายได้สู่เกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ อีกด้วย
ในขณะที่สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลังของไทย ผลผลิตในปี 2568 เฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 3,169 กิโลกรัมต่อไร่ และมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 3,068 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2569 ควบคู่ไปกับพื้นที่เก็บเกี่ยวที่ลดลงจาก 8.501 ล้านไร่ เหลือ 7.882 ล้านไร่ ทีเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งโรคและศัตรูพืชระบาด ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ปัญหาดินเสื่อมโทรมและดินดาน ตลอดจนการขาดแคลนแหล่งนํ้าและต้นทุนพลังงานในการสูบนํ้าที่สูงขึ้น หากไม่มีการเร่งแก้ไขด้วยการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตอย่างทันท่วงที การผลิตมันสำปะหลังอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเอทานอลและการบริโภคอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางพลังงานชีวภาพของประเทศโดยตรง
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับหรือเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ แทนการขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยตั้งเป้าหมายขยายผลเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกรจำนวน 30,000 ราย คิดเป็นพื้นที่แปลงขยายผลรวม 150,000 ไร่ทั่วประเทศ (เฉลี่ยเกษตรกร 1 รายต่อพื้นที่ 5 ไร่ หรือ 1 แปลงขยายผล) โดยโครงการจะถ่ายทอดนวัตกรรมและแนวปฏิบัติตามหลักวิชาการอย่างครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าดำเนินการ วงเงิน 691.40 ล้านบาท สำหรับปัจจัยการผลิตและการบริหารจัดการ ประกอบด้วย
การส่งเสริมการไถระเบิดดินดานเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน วงเงิน 225 ล้านบาท การใช้สารปรับปรุงดินโดโลไมต์ วงเงิน 60 ล้านบาท การจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ตามผลวิเคราะห์ดิน 225 ล้านบาท การใช้ปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์ 24 ล้านบาท และสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช วงเงิน 11.25 ล้านบาท การสำรวจและจัดหาท่อนพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดคุณาพดี 2,500 ลำต่อราย รวม 75 ล้านลำ เพื่อแก้ปัญหาโรคใบด่างและเพิ่มผลผลิต วงเงิน 75 ล้านบาท พร้อมงบสื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ วงเงิน 1.15 ล้านบาท งบติดตามประเมินผล วงเงิน 20 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการโครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท รวมเป็นงบดำเนินการ 691.40 ล้านบาท
นอกจากนี้ นำมาใช้สำหรับการปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการนํ้า จากพลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด วงเงิน 7,365 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดทำบ่อนํ้าขนาดความจุ 2,100 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 30,000 บ่อ วงเงิน 2,865 ล้านบาท และการติดตั้งระบบนํ้าหยดพร้อมชุดสูบนํ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) จำนวน 30,000 ชุด วงเงิน 4,500 ล้านบาท
สำหรับผลที่คาดว่าจะจากโครงการนี้ จะสามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในพื้นที่โครงการได้ไม่น้อยกว่า 10 % และช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้ไม่น้อยกว่า 20 % จากการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและการเพิ่มขึ้นของผลผลิตต่อไร่ เกษตรกรทั้ง 30,000 รายจะสามารถลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้อย่างยั่งยืน โดยมีการจัดเก็บข้อมูลการใช้นํ้ามันและไฟฟ้าก่อนและหลังโครงการ เพื่อนำมาคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรในอนาคต
นอกจากนี้ ยังทำให้โรงงานผลิตเอทานอลทั้ง 28 แห่งมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบอย่างสมํ่าเสมอ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และช่วยลดการนำเข้านํ้ามันดิบจากต่างประเทศ จากการใช้นํ้ามันแก๊สโซฮอล์ที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง