

KEY
POINTS
เมื่อต้นปี 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหิน ทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน (Eastern CCS Hub) โดยมอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการ และสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS
อีกทั้ง มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน โดยบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายไทย ร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ องค์การเพื่อความมั่นคงด้านโลหะและพลังงานแห่งประเทศญี่ปุ่น (JOGMEC) และบริษัท อินเปกซ์ คอร์ปอเรชั่น (INPEX)
ล่าสุดมีรายงานว่า ทางปตท.สผ.เตรียมจะเข้าพื้นที่แอ่งครา (Kra Basin) ซึ่งอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน ทำการสำรวจคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Acquisition) ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ เพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ และรองรับการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS Hub) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) จากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่าจะรองรับการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงประมาณ 10 ล้านตันต่อปี และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนรวมในระยะยาวได้ถึง 220 ล้านตัน
โครงการดังกล่าวนี้ ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการให้บริการขนส่งและกักเก็บก๊าซในระดับภูมิภาค รวมถึงการโอนถ่ายคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนกระบวนการดำเนินงานประกอบด้วย การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดไอเสียในพื้นที่อีอีซี แล้วส่งต่อไปยังสถานีรวบรวมส่วนกลาง
จากนั้นจะทำการขนส่งผ่านทางเรือหรือท่อส่งก๊าซใต้ทะเล ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของแหล่งปล่อยก๊าซ เพื่อนำไปอัดกักเก็บในชั้นหินทางธรณีวิทยานอกชายฝั่งในบริเวณอ่าวไทย ซึ่งในช่วงเริ่มต้นมีศักยภาพรองรับการกักเก็บได้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปี (MTPA) โดยมีแผนจะทำการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ภายในปี 2574 และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2577 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นที่ EEC ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่เน้นอุตสาหกรรมสีเขียว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลกท่ามกลางมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนที่เข้มงวดขึ้น
สำหรับโครงการนี้ ได้นำโมเดลของโครงการ Northern Lights ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งถือเป็น CCS Hub แห่งแรกของโลกมาพัฒนา ทำให้นอร์เวย์ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ จากความร่วมมือของรัฐบาลนอร์เวย์ (MPE) ร่วมกับพันธมิตรเอกชนระดับโลกอย่าง Equinor, Total และ Shell ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐสูงถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนจากรัฐถึง 80%
อีกทั้ง โครงการนี้มีรูปแบบธุรกิจที่เป็นต้นแบบให้เห็นถึงการบริหารจัดการกักเก็บคาร์บอนในรูปแบบการให้บริการ (CCS as a service) ที่ไม่ได้กักเก็บเฉพาะคาร์บอนจากแหล่งในนอร์เวย์ (เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์และการกำจัดขยะในโครงการ Longship) แต่ยังรองรับปริมาณคาร์บอนจากแหล่งปล่อยอื่นๆ ในทวีปยุโรป ด้วยการขนส่งทางเรือไปยังโครงสร้างกักเก็บในทะเลเหนือ โดยมีขีดความสามารถในการอัดกักเก็บเริ่มต้นที่ 1.5 ล้านตันต่อปี และสามารถขยายตัวได้สูงสุดถึง 5 ล้านตันต่อปี โดยทำการอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวลงในชั้นหินอุ้มนํ้าเค็ม (Saline Aquifer) ใต้ท้องทะเล
ส่วนความคืบหน้าของโครงการนำร่อง CCS นอกชายฝั่งแห่งแรกของไทยที่แหล่งอาทิตย์นั้น ปตท.สผ.รายงานว่า หลังจากได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ไปแล้ว ส่งผลให้โครงการเข้าสู่ระยะดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากที่ได้ผ่านการศึกษาทางเทคนิคอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานความปลอดภัย และความมั่นคงของการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดแบบก่อสร้างทางวิศวกรรม (Detailed Engineering Design) สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ใต้ดิน ซึ่งการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้
โครงการอาทิตย์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งอาทิตย์เอง และนำไปอัดกักเก็บในชั้นหินอุ้มนํ้าเค็ม (Saline Aquifer) และแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่ผลิตหมดแล้ว (Depleted Reservoirs) ในระดับความลึกที่ปลอดภัยใต้ท้องทะเล โดยคาดการณ์ว่าจะมีศักยภาพในการกักเก็บรวมได้ประมาณ 5.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือหรือคิดเป็นปริมาตร 110.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 10 ปี ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มกระบวน
การอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ครั้งแรกได้ในปี 2571 โดยมีแผนที่จะทยอยปรับเพิ่มอัตราการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง จนถึงศักยภาพสูงสุดที่ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ด้วยงบลงทุนรวมประมาณ 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าประสบการณ์และองค์ความรู้จากโครงการนำร่องที่แหล่งอาทิตย์ จะเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ Eastern CCS Hub และโครงการ CCS อื่นๆ ในภูมิภาคในอนาคต ซึ่งจะให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้ตามแผนงานที่วางไว้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง