

KEY
POINTS
คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในยุโรปทำให้เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioning: AC) กลายเป็นประเด็นถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เผชิญอุณหภูมิทำลายสถิติ โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเพิ่มขึ้น
กระแสดังกล่าวทำให้สื่อ นักวิจารณ์ และนักการเมืองจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดยุโรปจึงมีอัตราการใช้เครื่องปรับอากาศต่ำกว่าสหรัฐฯ พร้อมวิจารณ์ว่ายุโรปมีทัศนคติไม่เปิดรับเทคโนโลยีทำความเย็น ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาบางกลุ่มหยิบประเด็นนี้มาเชื่อมโยงกับการคัดค้านนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ
อย่างไรก็ตาม Carbon Brief ชี้ว่า ข้อถกเถียงดังกล่าวมองข้ามข้อเท็จจริงสำคัญ นั่นคือ ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดของโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้คลื่นความร้อนที่เคยเกิดขึ้นไม่บ่อย กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในยุโรปตอนเหนืออยู่ในระดับต่ำ คือสภาพภูมิอากาศในอดีตไม่ได้ร้อนมากพอที่จะทำให้เครื่องปรับอากาศเป็นสิ่งจำเป็น
ข้อมูลระบุว่า มีเพียงประมาณ 6% ของครัวเรือนในเยอรมนี และ 4% ของครัวเรือนในอังกฤษที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากบ้านส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่มี หรือยังไม่จำเป็น
นักวิจัยด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า ตลอดศตวรรษที่ 20 บ้านเรือนในอังกฤษและเยอรมนีถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความร้อนในฤดูหนาว ไม่ใช่ระบายความร้อนในฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนแทบไม่สูงพอที่จะต้องใช้ระบบทำความเย็น
Carbon Brief ยังวิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลังพบว่า ก่อนช่วงทศวรรษ 2020 หลายเมืองใหญ่ของยุโรปแทบไม่มีวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ทำให้การลงทุนติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่คุ้มค่าในเวลานั้น
ในอดีต ชาวยุโรปสามารถรับมืออากาศร้อนด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น เปิดหน้าต่างและบานเกล็ดในเวลากลางคืนเพื่อระบายความร้อน แล้วปิดในช่วงกลางวันเพื่อกักเก็บอากาศเย็นไว้ภายในอาคาร
แต่เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของยุโรปเพิ่มขึ้นราว 2.5 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม วิธีดังกล่าวเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป
รายงานของคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหราชอาณาจักร (CCC) ระบุว่า ยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่เมืองและอาคารส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีอยู่อีกแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจึงเห็นตรงกันว่า ยุโรปจำเป็นต้องเพิ่มการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และบ้านพักคนชรา แต่ควรดำเนินควบคู่กับมาตรการลดความร้อนในเมืองและอาคาร
แม้ตัวเลขเฉลี่ยของยุโรปจะสะท้อนว่ามีการใช้เครื่องปรับอากาศเพียงราว 20% ของครัวเรือน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนความแตกต่างระหว่างภูมิภาค
ในประเทศแถบยุโรปตอนใต้ เช่น อิตาลี กรีซ และสเปน ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนกว่า การใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเรื่องปกติมานานแล้ว โดยอิตาลีมีครัวเรือนติดตั้งเครื่องปรับอากาศเกือบ 60% ส่วนกรีซอยู่ที่ประมาณ 70-80% และสเปนราว 41% โดยพื้นที่ตอนใต้ของประเทศมีสัดส่วนสูงกว่าพื้นที่ตอนเหนืออย่างชัดเจน
ฝรั่งเศสก็มีลักษณะเดียวกัน แม้ข้อมูลระดับประเทศระบุว่ามีเพียง 25% ของครัวเรือนที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แต่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สัดส่วนดังกล่าวสูงกว่า 60% แล้ว
แม้ยุโรปจะถูกมองว่ามีวัฒนธรรมต่อต้านเครื่องปรับอากาศแต่ Carbon Brief ระบุว่า ทัศนคติดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลังหลายประเทศเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา สื่อและนักวิจารณ์จำนวนมากมักอธิบายว่าชาวยุโรปหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศเพราะกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเหตุผลสำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องสภาพอากาศในอดีตที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็น
อย่างไรก็ตาม คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ยอดขายเครื่องปรับอากาศในเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงคลื่นความร้อนเดือนมิถุนายน จนกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ของโลก ยังกล่าวถึงความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงยังสะท้อนในแวดวงการเมือง โดย Marine Tondelier ผู้นำพรรคกรีนของฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีจุดยืนไม่สนับสนุนเครื่องปรับอากาศ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีหลายสถานที่ที่ไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีระบบทำความเย็น
ข้อมูลยังชี้ว่า การใช้พลังงานเพื่อเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นในฝรั่งเศส สเปน และเนเธอร์แลนด์ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าระหว่างปี 2015-2024 ขณะที่การผลิตเครื่องปรับอากาศในเยอรมนีก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 75% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แม้หลายฝ่ายโยงการใช้เครื่องปรับอากาศกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ผลสำรวจในเยอรมนีพบว่า อุปสรรคสำคัญที่ประชาชนกังวลมากที่สุดกลับเป็น ต้นทุนการติดตั้งและค่าไฟฟ้า มากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ การถกเถียงยังแยกออกเป็นสองประเด็น คือ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านพักอาศัย กับการติดตั้งในสถานที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และบ้านพักคนชรา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองเกือบทุกฝ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ
อีกหนึ่งข้อถกเถียงสำคัญ คือการขยายการใช้เครื่องปรับอากาศอาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า ระบบทำความเย็นภายในอาคารทั่วโลกใช้ไฟฟ้าราว 2,100 เทราวัตต์ชั่วโมง ในปี 2022 และก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 1 พันล้านตัน หรือคิดเป็นราว 2.7% ของการปล่อยคาร์บอนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ผลกระทบดังกล่าวขึ้นอยู่กับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของแต่ละประเทศ หากไฟฟ้ามาจากพลังงานสะอาดหรือพลังงานนิวเคลียร์ การใช้เครื่องปรับอากาศก็จะปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าประเทศที่ยังพึ่งพาถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น ฝรั่งเศส ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นหลัก จะได้รับผลกระทบด้านการปล่อยคาร์บอนจากการใช้เครื่องปรับอากาศน้อยกว่าหลายประเทศ ขณะที่อินเดีย ซึ่งยังใช้ถ่านหินเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน อาจเผชิญการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อความต้องการเครื่องปรับอากาศขยายตัว
IEA คาดการณ์ว่า หากไม่มีมาตรการควบคุม ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าภายในปี 2050
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และการใช้พลังงานหมุนเวียน จะช่วยลดทั้งต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก โดย IEA ประเมินว่ามาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานเพียงอย่างเดียวสามารถลดความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าได้เทียบเท่ากำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดของจีนและอินเดียรวมกัน
ผู้เชี่ยวชาญยังเสนอว่า การขยายการใช้เครื่องปรับอากาศควรดำเนินควบคู่กับระบบโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
แม้เครื่องปรับอากาศจะช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารและปกป้องผู้คนจากคลื่นความร้อน แต่การใช้งานในวงกว้างก็อาจส่งผลต่ออุณหภูมิของเมืองได้เช่นกัน
หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศคือดึงความร้อนออกจากอาคารแล้วระบายออกสู่ภายนอก ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบมีอุณหภูมิสูงขึ้น และยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง(Urban Heat Island)
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฝรั่งเศส โดยนักการเมืองฝ่ายซ้ายหลายคนมองว่า แม้เครื่องปรับอากาศจะมีความจำเป็นในโรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือสถานที่สาธารณะ แต่การติดตั้งในบ้านเรือนจำนวนมากอาจยิ่งทำให้เมืองร้อนขึ้น
งานวิจัยพบว่า ในเมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ซึ่งมีการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างแพร่หลาย อุณหภูมิในเวลากลางคืนช่วงคลื่นความร้อนอาจเพิ่มขึ้นอีก 1-1.5 องศาเซลเซียสจากความร้อนที่เครื่องปรับอากาศระบายออกมา ขณะที่แบบจำลองของกรุงปารีสพบว่า หากมีการใช้เครื่องปรับอากาศในวงกว้าง อุณหภูมิภายนอกอาคารอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า เครื่องปรับอากาศอาจกลายเป็นการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม (Maladaptation) หากมีการใช้โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านพลังงานและความร้อนที่ปล่อยออกสู่เมือง
ผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอว่า การเพิ่มการใช้เครื่องปรับอากาศควรดำเนินควบคู่กับมาตรการลดความร้อนของเมือง เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกต้นไม้ การใช้หลังคาสีเขียว การเพิ่มพื้นที่ร่มเงา และการออกแบบอาคารให้ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของทั้งเมือง ไม่ใช่เฉพาะภายในอาคาร
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า คลื่นความร้อนคร่าชีวิตผู้คนในยุโรปมากกว่าภัยธรรมชาติประเภทอื่นรวมกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง
เฉพาะคลื่นความร้อนในเดือนมิถุนายน 2026 มีการประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตในยุโรปมากกว่า 20,000 คน ขณะที่ฝรั่งเศสเพียงประเทศเดียวมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่า 2,700 คน
งานศึกษาปี 2021 ประเมินว่า เครื่องปรับอากาศช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากความร้อนทั่วโลกได้ราว 190,000 รายต่อปีในช่วงปี 2019-2021 และสหรัฐฯ ซึ่งมีการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างแพร่หลาย มีอัตราการเสียชีวิตจากความร้อนต่ำกว่ายุโรป
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า เครื่องปรับอากาศเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรับมือคลื่นความร้อน ผลการศึกษาที่ติดตามข้อมูลในแคนาดา ญี่ปุ่น สเปน และสหรัฐฯ พบว่า แม้อัตราการเสียชีวิตจากความร้อนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มการใช้เครื่องปรับอากาศอธิบายการลดลงดังกล่าวได้เพียงประมาณ 14-17% เท่านั้น
ปัจจัยสำคัญอื่น ได้แก่ การพัฒนาระบบสาธารณสุข การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปรับปรุงผังเมือง การเตือนภัยล่วงหน้า และแผนรับมือคลื่นความร้อนของภาครัฐ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือฝรั่งเศส ซึ่งยกระดับมาตรการป้องกันหลังเหตุคลื่นความร้อนปี 2003 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 70,000 คนทั่วทวีปยุโรป ปัจจุบันทุกบ้านพักคนชราต้องมีห้องปรับอากาศ ขณะที่รัฐบาลมีระบบแจ้งเตือน จัดพื้นที่คลายร้อน และติดตามดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง
ผลการศึกษาพบว่า มาตรการเหล่านี้สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงระดับเดียวกับปี 2003 ได้มากกว่า 75%
มีการโต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่แพร่หลายในสหราชอาณาจักรว่า นโยบาย Net Zero ทำให้ประชาชนไม่สามารถติดตั้งเครื่องปรับอากาศได้ แม้สื่อและนักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนจะอ้างว่า กฎด้านสิ่งแวดล้อมทำให้การติดตั้งเครื่องปรับอากาศเป็นเรื่องยาก แต่รัฐบาลอังกฤษยืนยันว่าไม่มีข้อห้ามดังกล่าว
กฎหมายอาคารฉบับใหม่เพียงกำหนดให้โครงการก่อสร้างใหม่ใช้มาตรการลดความร้อนแบบ Passive Cooling ก่อน เช่น การวางทิศทางอาคาร การออกแบบหน้าต่าง การติดตั้งอุปกรณ์บังแดด และการปลูกต้นไม้ ก่อนพิจารณาใช้ระบบทำความเย็นเชิงกล
สำหรับบ้านที่สร้างแล้ว เครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่ยังสามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้าง และในปี 2025 รัฐบาลยังผ่อนคลายกฎเพื่อให้ติดตั้ง Air-to-Air Heat Pump ซึ่งทำหน้าที่ทั้งทำความร้อนและทำความเย็น ได้ง่ายขึ้น
ที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษยังประเมินว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส บ้านราว 22% ในสหราชอาณาจักรอาจจำเป็นต้องมีระบบทำความเย็นแบบใช้พลังงาน
สรุปว่า เครื่องปรับอากาศจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการปกป้องประชาชนจากคลื่นความร้อน แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นทางออกเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ใช้หลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบเมืองให้ระบายความร้อนได้ดี การปรับปรุงอาคารให้รับมืออุณหภูมิสูง การใช้พัดลม การระบายอากาศตามธรรมชาติ รวมถึงมาตรการคุ้มครองแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
สำหรับพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 42 องศาเซลเซียส การใช้เครื่องปรับอากาศอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิช่วง 30 องศาเซลเซียสต้นถึงกลาง มาตรการอื่นยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรับมือโลกที่ร้อนขึ้นต้องอาศัยทั้งเครื่องปรับอากาศ การออกแบบเมือง นโยบายสาธารณสุข และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กัน เพื่อให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง