thansettakij
thansettakij
วิกฤตอิหร่านเผยจุดแข็งพลังงานจีน หลังลดพึ่งพาน้ำมันต่อเนื่อง 25 ปี

วิกฤตอิหร่านเผยจุดแข็งพลังงานจีน หลังลดพึ่งพาน้ำมันต่อเนื่อง 25 ปี

24 มิ.ย. 69 | 00:00 น.

วิกฤตอิหร่านและความผันผวนในช่องแคบฮอร์มุซ ตอกย้ำความเสี่ยงด้านพลังงานของหลายประเทศทั่วโลก แต่จีนรับแรงกระแทกน้อยกว่าคาดจากการลงทุนในระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดต่อเนื่องกว่า 25 ปี

KEY

POINTS

  • จีนสามารถรับมือวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างต่อเนื่องตลอด 25 ปี
  • ยุทธศาสตร์หลักของจีนคือการลดความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคส่วนสำคัญ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรม ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน
  • วิกฤตการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ว่าการลงทุนระยะยาวในพลังงานสะอาดและระบบไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาล ได้กลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจของจีนต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นรอบช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำความเปราะบางของเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ล่าสุดของ World economic forum ชี้ว่า จีนซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด กลับสามารถรับมือกับแรงกระแทกดังกล่าวได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค 

แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมากจากตะวันออกกลาง และมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งล่าสุดกลับจำกัดกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ บทวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีคลังสำรองน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดกว่า 25 ปี

จีนเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 หลังการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกิดความกังวลต่อความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดคอขวดสำคัญของระบบพลังงานโลก

จีนแก้ปัญหาด้วยการลดความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซ

ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนยังเผชิญปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าในหลายพื้นที่ และต่อมาต้องรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศรุนแรงในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งในปี 2556 เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลเร่งลงทุนในระบบไฟฟ้า โครงข่ายส่งไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

บทวิเคราะห์ระบุว่า จีนเลือกแก้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานด้วยการลดความต้องการใช้น้ำมันและก๊าซในภาคเศรษฐกิจสำคัญ ผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า หรือการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม

การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การลงทุนในสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (UHV) ทำให้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์จากพื้นที่ห่างไกลสามารถส่งไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จีนสร้างอุปสงค์ผ่านนโยบายภาครัฐในระยะยาว

บทวิเคราะห์ยังชี้ว่า ความสำเร็จของจีนไม่ได้เกิดจากตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างอุปสงค์ผ่านนโยบายภาครัฐในระยะยาว ทั้งการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ จนทำให้ต้นทุนเทคโนโลยีลดลงและสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม บทความไม่ได้สรุปว่าประเทศอื่นควรลอกแบบจีนทั้งหมด เนื่องจากความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของจีน ทั้งด้านโครงสร้างรัฐ ความสามารถทางการคลัง และการวางแผนระยะยาว แต่ผู้เขียนมองว่า สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ได้ คือการมองการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในฐานะยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

โดยสรุปเเล้ว วิกฤตอิหร่านได้เผยให้เห็นคุณค่าของการลงทุนด้านพลังงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในจีนตลอดหลายทศวรรษ โดยระบบไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน