thansettakij
thansettakij
112 บริษัทยักษ์ใหญ่หนุนรัฐลดพึ่งพาฟอสซิล เร่งเปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้า

112 บริษัทยักษ์ใหญ่หนุนรัฐลดพึ่งพาฟอสซิล เร่งเปลี่ยนสู่พลังงานไฟฟ้า

23 มิ.ย. 69 | 03:37 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 69 | 04:29 น.

บริษัทชั้นนำ 112 แห่งทั่วโลก รวมถึง Nestle Ikea และ Uber เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

KEY

POINTS

  • บริษัทชั้นนำ 112 แห่งทั่วโลกเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนโยบายเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า เพื่อลดความเสี่ยงและความผันผวนด้านราคาพลังงาน
  • ภาคธุรกิจชี้ว่าความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิลส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงาน บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
  • การเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้จากภาครัฐ รวมถึงการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า และการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการที่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลางความผันผวนของพลังงานที่ได้รับแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมากกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับนโยบายด้านพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะยาว 

บริษัทชั้นนำกว่า 112 แห่งทั่วโลก รวมถึง Nestle Ikea และ Uber เรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่ภาคธุรกิจมองว่าความผันผวนของตลาดพลังงานกำลังกระทบต้นทุน การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโลก

แถลงการณ์เปิดผนึกที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รับและได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ 112 แห่ง ครอบคลุมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค และสาธารณสุข ระบุว่า การเผชิญกับความผันผวนของราคาที่ขับเคลื่อนโดยเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน

กลุ่มบริษัทดังกล่าวซึ่งมีรายได้รวมต่อปีประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังรวมถึง Iberdrola Volvo Cars Uber Mahindra Group, Nikon Corporation  และ Levi Strauss 

การเปลี่ยนผ่านขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ รวมถึงการปฏิรูปที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงโครงสร้างตลาดไฟฟ้า การลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า และการเร่งกระบวนการอนุมัติโครงการ

ขณะที่หลายรัฐบาลและภาคธุรกิจกำลังทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนของราคา ซึ่งล่าสุดเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในอิหร่าน แถลงการณ์ระบุว่า ความผันผวนดังกล่าวอาจนำไปสู่ “ความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง” ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น และความสามารถในการแข่งขันที่อ่อนแอลง

การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นสัปดาห์ London Climate Action Week ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 75,000 คน ในงานกว่า 1,000 กิจกรรม รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทชั้นนำ

เทคโนโลยีจำนวนมากจำเป็นต่อการผลักดันการใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับความพยายามของตุรกี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม COP31 ในเดือนพฤศจิกายน ที่ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เห็นชอบเป้าหมายระดับโลกในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าให้ครอบคลุม 35% ของความต้องการพลังงานทั่วโลกภายในปี 2035

แถลงการณ์ระบุว่า เทคโนโลยีจำนวนมากที่จำเป็นต่อการผลักดันการใช้ไฟฟ้าในภาคส่วนสำคัญ เช่น การขนส่ง อาคาร และภาคอุตสาหกรรม มีการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วในปัจจุบัน และยังช่วยลดความต้องการใช้พลังงานโดยรวมได้อีกด้วย

คิม เฮลล์สตรอม (Kim Hellstrom) ผู้จัดการอาวุโสด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนของ H&M กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าจำเป็นต้องเร่งให้เกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม ผ่านกรอบนโยบายที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ และเอื้อต่อการดำเนินงาน 

ขณะที่ผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ผู้นำภาคธุรกิจ 90% คาดว่าการดำเนินงานขององค์กรจะเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าได้ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า