

KEY
POINTS
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ ที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานของโลก บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) ผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตพลังงานขนาดเล็กและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้เล็งเห็นถึงความท้าทายและโอกาสในการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืน
โดยได้กำหนดโรดแมปเชิงกลยุทธ์เปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “Green Company” อย่างเต็มรูปแบบ มุ่งเน้นการลงทุนในนวัตกรรมพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
นายกล้าหาญ สุขไสว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท มีเป้าหมายที่ท้าทายด้วยการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2583 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 โดยมีแผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ในระยะปัจจุบันถึงปี 2573 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 50 % ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่และลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนลง 10% สิ้นปี 2568 มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว รวม 190.50 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ กำลังผลิต 154.2 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 21.1 เมกะวัตต์และพลังงานชีวมวล 15.2 เมกะวัตต์ โดยการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนคิดเป็นสัดส่วนราว 19% บรรลุเป้าหมายเร็วกว่าที่กำหนดไว้
ระยะกลาง (2574 - 2583) มุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยการชดเชยการปล่อยคาร์บอนที่เหลือ และขยายการลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนตํ่าในระดับองค์กร
และระยะยาว (2584-2593) มุ่งสู่ Net Zero Emission ภายในปี 2593 ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงเหลือจากการดำเนินธุรกิจอย่างสมบูรณ์ พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Green Company อย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาและทุ่นลอยนํ้า (Solar Rooftop & Floating) กำลังผลิตรวม 4.96 เมกะวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จและ COD ได้ภายในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมาอยูในระดับ 21 %
นายกล้าหาญ กล่าวอีกว่า จากการที่บริษัทชนะการประมูลโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567 รวม 6 โครงการ โดยมีปริมาณเสนอขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 298 เมกะวัตต์ และมีกำหนด COD ระหว่างปี 2569-2571 และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน อีก 27 เมกะวัตต์ กำหนด COD ในปี 2573 รวมปริมาณซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา 325 เมกะวัตต์
ส่งผลให้บริษัทต้องเตรียมเม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการดังกล่าวประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาและวางแผนการระดมทุนในทางเลือกต่างๆ ที่มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สูงที่จะต้องมีการก่อสร้างสายส่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าด้วย โดยคาดว่าการใช้เม็ดเงินก่อสร้างโครงการจะเริ่มได้ในปี 2570 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้บริษัทยังมองถึงการเติบโตในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งได้ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI) ผู้ดำเนินงานสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์-ศรีราชา ในการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังมองหาฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความพร้อมด้านทำเลที่ตั้งบนเนื้อที่กว่า 146 ไร่
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนกลุ่ม Data Center มากกว่า 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และกาตาร์ ที่ต้องการย้ายฐานการลงทุนมายังพื้นที่ที่มีความมั่นคงด้านพลังงานและมีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ความโดดเด่นในการป้อนไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ที่มีความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าที่เชื่อถือได้สูง และเสริมความมั่นใจด้วยระบบไฟฟ้าสำรองจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ผ่านทางสถานีไฟฟ้าอ่าวไผ่และสถานีไฟฟ้าบึง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะทำงานได้ต่อเนื่อง 100%
นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่พร้อมจ่ายให้ได้ทันทีตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ และสามารถขยายกำลังการผลิตได้สูงถึง 200 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจลูกค้า Data Center ในอนาคต ที่สำคัญคือข้อได้เปรียบด้านต้นทุน โดยสำหรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับ 50 เมกะวัตต์ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างสถานีไฟฟ้า 115KV เอง ซึ่งช่วยลดงบประมาณการลงทุนได้อย่างมาก อีกทั้งอัตราค่าไฟฟ้ายังถูกกว่าอัตราของกฟภ. พร้อมทั้งมีการให้ส่วนลดตามปริมาณการใช้และราคาตามระยะเวลาสัญญา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง