thansettakij
thansettakij
ถอดสูตรค่าไฟขั้นบันได คนใช้ไฟสูง 14% รับภาระอุดหนุน 67% ของครัวเรือน

ถอดสูตรค่าไฟขั้นบันได คนใช้ไฟสูง 14% รับภาระอุดหนุน 67% ของครัวเรือน

31 พ.ค. 69 | 10:11 น.
อัปเดตล่าสุด :31 พ.ค. 69 | 10:11 น.

เปิดสมการค่าไฟอัตราก้าวหน้า รัฐลดภาระครัวเรือนใช้ไฟน้อยผ่านค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย แลกกับการจัดเก็บเพิ่มจากกลุ่มใช้ไฟสูงเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี

KEY

POINTS

  • รัฐบาลปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได ให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง (14% ของครัวเรือน) รับภาระอุดหนุนกลุ่มผู้ใช้ไฟน้อย (67% ของครัวเรือน)
  • ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ 67% จะจ่ายค่าไฟในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน
  • กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือน (14% ของครัวเรือน) จะต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่รัฐนำไปอุดหนุนกลุ่มผู้ใช้ไฟน้อย

นโยบายการปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับตัวเลขในใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นการสะท้อนแนวคิด การนำเงินจากผู้มีรายได้สูงมาอุดหนุนให้กับผู้มีรายได้น้อย ผ่านโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า

รัฐแบก 1.5 หมื่นล้าน/ปี ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท

รัฐบาลได้เลือกใช้มาตรการนี้ เพื่อบรรเทาภาระให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยกำหนดให้การใช้ไฟฟ้าใน 200 หน่วยแรกมีอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง การกำหนดเพดานราคานี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งมีการประมาณการว่าจะทำให้รายได้รวมจากการจำหน่ายไฟฟ้าลดลงถึงประมาณ 1,296 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 15,555 ล้านบาทต่อปี

ภาระทางการเงินนี้ไม่ได้ถูกปล่อยให้เป็นหนี้เสียในระบบ แต่ถูกบริหารจัดการด้วยการกระจายภาระไปยังกลุ่มผู้ที่มีกำลังซื้อสูงกว่า หรือกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก

สำหรับกลุ่มผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายนี้ คือกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 15.59 ล้านราย หรือคิดเป็น 67% ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด คนกลุ่มนี้คือคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะได้รับส่วนลดจากส่วนต่างของราคาพลังงานไฟฟ้าฐานที่ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

ถอดสูตรค่าไฟขั้นบันได คนใช้ไฟสูง 14% รับภาระอุดหนุน 67% ของครัวเรือน

คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยช่วยแบกภาระส่วนต่าง

ในขณะที่กลุ่มที่จะต้องเข้ามา “อุ้ม” หรือแบกรับภาระส่วนต่างนี้ คือกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เกินกว่า 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนเพียง 3.15 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 14 % ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าภาระที่เกิดจากการลดค่าไฟให้คน 67% ถูกนำไปเฉลี่ยจัดเก็บเพิ่มจากคนเพียง 14% เพื่อให้ระบบไฟฟ้ายังคงความเสถียรทางการเงินได้ตามหลักเกณฑ์

 ปัจจุบันโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้าใหม่นี้ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม-5 มิถุนายน 2569
 

กรณีศึกษาค่าไฟเกิน 400 หน่วยจ่าย 5 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ หากหยิบยกกรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งเป็นแนวทางที่การไฟฟ้าทั้งกฟน.และกฟภ. เห็นว่ามีความเหมาะสมที่สุด โดยมีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะที่ชันขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือนเป็นต้นไป อัตราค่าพลังงานไฟฟ้าจะถูกปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5881 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้ากระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 5.0098 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่อยู่ในระดับประมาณ 4.42 บาทต่อหน่วย

การปรับเพิ่มในลักษณะนี้มีจุดประสงค์สองทาง ด้านหนึ่งคือการดึงรายได้กลับมาเพื่อชดเชยส่วนที่หายไปจากการอุดหนุนกลุ่ม 200 หน่วยแรก และอีกด้านหนึ่งคือการส่งสัญญาณราคา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงเกิดความตระหนักและปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันที่มีแนวโน้มการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว

นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังมีการกำหนดจุดคุ้มทุน (Break-Even Point) เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าใครคือกลุ่มที่ได้ประโยชน์และใครคือกลุ่มที่เสียประโยชน์อย่างแท้จริง โดยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.1 (มิเตอร์ขนาดไม่เกิน 5 แอมป์) จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่การใช้ไฟฟ้าประมาณ 457-540 หน่วยต่อเดือน ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 1.2 (มิเตอร์เกิน 5 แอมป์) จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ประมาณ 381-500 หน่วยต่อเดือน

ค่าไฟฟ้าโดยรวมยังไม่สูงไปกว่าปัจจุบันมาก

หมายความว่าหากบ้านใดใช้ไฟฟ้าไม่ถึงระดับนี้ แม้จะมีการปรับเพิ่มอัตราในขั้นบันได แต่เมื่อคำนวณเฉลี่ยรวมกับส่วนลดที่ได้รับใน 200 หน่วยแรกแล้ว ค่าไฟฟ้าโดยรวมก็ยังคงไม่สูงไปกว่าปัจจุบัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีผู้ใช้ไฟฟ้าถึง 20.09 ล้านราย หรือ 86% ที่จะอยู่ในกลุ่มที่ค่าไฟฟ้าไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ภาระจึงไปตกอยู่ที่กลุ่ม 14% ที่เหลือซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าระดับสูงอย่างแท้จริงที่จะต้องรับหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับระบบเศรษฐกิจพลังงานในภาคครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้ยังคงอยู่ภายใต้หลักการ Uniform Tariff หรือการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเดียวกันเท่ากันทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมลํ้าระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท และยังเป็นการส่งสัญญาณ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ