thansettakij
thansettakij
ถอดวิธีคิด EPG ปรับธุรกิจรับต้นทุนพลังงานผันผวน ผ่านนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

ถอดวิธีคิด EPG ปรับธุรกิจรับต้นทุนพลังงานผันผวน ผ่านนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน

EPG ปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ โดยใช้นวัตกรรมและความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโต

KEY

POINTS

  • EPG รับมือความผันผวนของต้นทุนพลังงานโดยลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน เพื่อลดต้นทุนในระยะยาวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนผ่านนวัตกรรม เช่น การพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์น้ำหนักเบา และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิต
  • ปรับกลยุทธ์องค์กรโดยใช้กรอบการทำงาน FOCUS Framework เพื่อบริหารจัดการในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ในวันที่โลกธุรกิจเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ไปจนถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ‘ความยั่งยืน’ จึงไม่ได้เป็นเพียงคำสำคัญรายงานประจำปีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดและการแข่งขันทางธุรกิจ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต  ที่ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นข้อกำหนดใหม่ของตลาดโลก

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด มหาชน (EPG) มองว่า โลกธุรกิจวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องต้นทุนหรือคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับกติกาใหม่ของโลก ทั้งเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

EPG ผ่านมาหลายยุค หลายเหตุการณ์ ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงสงครามและความผันผวนของโลกในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทเกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก EPP ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ Aeroklas และธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น Aeroflex ซึ่งต่างใช้วัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับน้ำมันทั้งสิ้น เมื่อเกิดสงคราม แหล่งน้ำมันถูกปิด การขนส่งติดขัด หรือเม็ดพลาสติกเข้าสู่ตลาดไม่ได้ ต้นทุนการผลิตก็ปรับตัวสูงขึ้นทันที เพราะวัตถุดิบขาดแคลนและราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญ

ขณะที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ของสหภาพยุโรป กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดโลกนี่จึงเป็นเหตุผลที่ EPG ค่อย ๆ ปรับวิธีคิดและวิธีทำธุรกิจ ตั้งแต่การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน การทำ Green Manufacturing และ Circular Economy ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมและ Human Capital เพื่อทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนผ่าน 4 แกนหลัก

ดร.เฉลียว กล่าวว่า โลกปัจจุบันอยู่ภายใต้ภาวะ VUCA World หรือ ความเปลี่ยนแปลงและมีเรื่องที่ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลา (Volatility, Uncertainty, Complexity และ Ambiguity หรือความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ)

ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก การบริหารเรื่องการกระจายความเสี่ยงและการบริหารสต๊อกจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น และไม่สามารถใช้ระบบ just in time ได้ 100% เหมือนในภาวะปกติ EPG จึงมองว่า ความยั่งยืนขององค์กรไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจาก “การปรับตัวอย่างมีทิศทาง”  ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน องค์กรที่ไม่มี Direction มีโอกาสหลงทางได้ง่าย

 

ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน

บริษัทจึงกำหนดแนวทางขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ Vision, Direction, FOCUS Framework และ Resilience

  • Vision คือการมองภาพอนาคตให้กว้างและลึก ผ่านการเรียนรู้ การเปิดรับความเปลี่ยนแปลง และการเข้าใจทิศทางของโลกธุรกิจ
  • Direction คือการกำหนดทิศทางขององค์กรให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกหน่วยธุรกิจสามารถเดินไปในเป้าหมายเดียวกัน
  • FOCUS Framework เครื่องมือบริหารองค์กรในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

EPG ได้นำ FOCUS Framework มาใช้เป็นเครื่องมือบริหารเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบ และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

-F – Fact Finding คือการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความเสี่ยงขององค์กร รวมถึงติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์พลังงาน เศรษฐกิจโลก หรือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ

บริษัทมองว่า ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงระดับโลกสามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้ทันที ดังนั้น การบริหารธุรกิจจึงต้องมองทั้งปัจจัยภายในและภายนอกควบคู่กัน

-O – Objectives คือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งในระดับองค์กรและระดับหน่วยธุรกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับ KPI และ Timeline เพราะหากไม่มีตัวชี้วัดและกรอบเวลา ก็จะไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

-C – Choices คือการเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ ทั้งเชิงรุก เชิงรับ หรือชะลอความเสี่ยง ผ่านแนวคิด “3 รุก 3 รับ 4 ถอย”

ดร.เฉลียว อธิบายว่า หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ใช้บริหารองค์กรในช่วงวิกฤต คือการประเมินว่าในแต่ละสถานการณ์ ธุรกิจควรเดินเกมเชิงรุก ตั้งรับ หรือถอย

ถ้าจะรุก ก็สามารถใช้กลยุทธ์ M&A ได้ โดยดูจากทั้ง Competence Base, Customer Base หรือ Capital Base หากองค์กรมีเงินทุน ก็อาจนำเพียง 5-10% มาลงทุนในธุรกิจใหม่ หากสำเร็จก็กลายเป็นอาณาจักรใหม่ แต่หากไม่สำเร็จ ความเสียหายก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

ในภาวะวิกฤตธุรกิจแต่ละประเภทไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวกันได้ทั้งหมด แม้จะอยู่ภายใต้ Holding Company เดียวกันก็ตาม เพราะแต่ละธุรกิจมีบริบท ความเสี่ยง และจังหวะการเติบโตแตกต่างกัน

บางธุรกิจต้องหยุดเลือดไหลก่อน แต่บางธุรกิจต้องเร่งโต

สำหรับดร.เฉลียว หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การวางกลยุทธ์ แต่คือการทำให้ทั้งองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน อักษรถัดไปของ FOCUS Framework ได้แก่

-U - Unified Roadmap หรือการแปลงกลยุทธ์ไปสู่แผนปฏิบัติการจริง ทั้งด้านคน เงินทุน ทรัพยากร และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถนำไปใช้ได้จริง

-S - Steering ติดตามและควบคุมผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการรายงานต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน การประชุมผู้บริหารรายเดือน และการทบทวนแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ

ระบบ Monitoring ที่ใกล้ชิด จะช่วยให้องค์กรปรับตัวและแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น

สำหรับแกนหลักสุดท้ายคือ  “Resilience” หรือความสามารถในการยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดร.เฉลียว มองว่า ความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในยุคใหม่

SD ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุน

SD (Sustainable Development) หรือ การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุน หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ EPG ใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมองว่าการลงทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสเข้าสู่ตลาดโลก

ลงทุนพลังงานสะอาด ลดต้นทุนระยะยาว

การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้จริง ทั้งในเชิงต้นทุน การแข่งขัน และความสามารถในการเข้าสู่ตลาดโลกหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการรับมือกับความผันผวนด้านพลังงาน คือการลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาวและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

EPG ลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์ในโรงงานรวม 18 เมกะวัตต์  ซึ่งเป็นการลงทุนในต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างผลตอบแทนในระยะยาว นอกจากการช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดสู่โอกาสสร้าง Carbon Credit ในอนาคต

องค์กรจึงต้องพัฒนา 3 มิติไปพร้อมกัน ได้แก่ Cost + Quality + Sustainability เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ การเข้าถึงตลาดโลก และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

เมื่อเรื่องคาร์บอน กลายเป็นโจทย์ของธุรกิจ

EPG มองว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็น “ปัจจัยเชิงกลยุทธ์” ของธุรกิจในอนาคต

ปัจจุบันบริษัทย่อยมี Carbon Footprint ทั้งในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น Aeroflex บริษัทย่อยของ EPG ได้ตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ Carbon Neutrality ภายในปีค.ศ. 2032 Net Zero Emissions ภายในปีค.ศ. 2042 โดยได้กำหนด milestone และกรอบเวลาที่ชัดเจน Aeroflex ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีโอกาสไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด

มาตรฐาน CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดยุโรป สำหรับธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ Aeroklas ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานดังกล่าว ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก EPP ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)

Road Map ที่บริษัทกำลังเดินอยู่วันนี้ มีเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในแกนหลัก เพราะเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน และทุกคนต่างเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

สำหรับ ดร.เฉลียว ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องพลังงาน คาร์บอน หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับสังคมรอบตัวด้วย

บุคคลากร AI และนวัตกรรม อีกหนึ่งการลงทุนระยะยาวของ EPG

EPG มองว่า เป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี ‘บุคคลากร’ และ ‘ระบบ’ เพราะต่อให้มีเงินทุนมากแค่ไหน แต่หากไม่มีบุคคลากรและระบบที่ดี องค์กรก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้  “ทุนมนุษย์” หรือ Human Capital เพราะบุคคลากรคือทุนสำคัญขององค์กร ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม การ Upskill และ Reskill จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนทุกวัย

นอกจากนี้ EPG ยังพัฒนา “Chat EPG” ระบบ AI ภายในองค์กรร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เพื่อใช้จัดการองค์ความรู้ภายในองค์กร โดยมีระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล  ขณะเดียวกัน EPG Innovation Center บริษัทย่อย ซึ่งทำหน้าที่วิจัยพัฒนา และทดสอบมาตรฐานสินค้า โดยบริษัทย่อยมีสิทธิบัตรรวมกันประมาณ 700 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และสิทธิบัตรเหล่านี้คือหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า คนไทยสามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้

สำหรับ ดร.เฉลียว สิ่งที่ EPG ทำมาตลอด สะท้อนว่า คนไทยสามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลกได้จริง

คำถามที่ว่า คนไทยจะเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้หรือไม่ ผมมองว่าทำได้จริง เพราะวันนี้เรามีสิทธิบัตรประมาณ 700 ฉบับ และสิทธิบัตรเหล่านี้คือหลักฐานว่า คนไทยสามารถสร้างนวัตกรรมระดับโลก และเป็นผู้คิดค้นรายแรกของโลกได้จริง

ขณะเดียวกันสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือชุมชนและสังคม

เรามีแนวคิดว่า ดื่มน้ำจากบ่อ ต้องไม่ลืมคนขุดบ่อ เพราะเราอยู่ในสังคมนี้ได้จากการสนับสนุนของลูกค้าและสังคมรอบตัว เมื่อองค์กรอยู่ในอุตสาหกรรมใด ก็ต้องตอบแทนกลับไปสู่อุตสาหกรรมนั้นด้วย

แนวคิดนี้ทำให้ EPG เข้าไปสนับสนุนทั้งหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และ Know-how ให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง  ที่ผ่านมาเมื่อประเทศเกิดวิกฤต EPG และบริษัทย่อย ร่วมมือร่วมใจใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อช่วยให้ผู้ประสบปัญหาในขณะนั้นผ่านพ้นวิกฤตไปได้พน้อมกัน เช่น

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 Aeroklas เปลี่ยนไลน์การผลิต Bed Liner เพื่อผลิตเรือเพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้บริษัทจะไม่ได้ดำเนินธุรกิจด้านเรือโดยตรงก็ตาม

ขณะที่ในช่วงโควิด-19 EPP พัฒนานวัตกรรมหน้ากากอเนกประสงค์ EP Kare และ Aeroklas พัฒนา “เตียงสนามแอร์โรคลาส” นำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนในช่วงวิกฤตดังกล่าว

EPG ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

EPG เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและปรับกระบวนการผลิต เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ Aeroklas มุ่งพัฒนา Lightweight Solution หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา ที่ยังคงความแข็งแรงและความปลอดภัย สามารถใช้ทดแทนโลหะได้ เพื่อลดน้ำหนักของยานยนต์และช่วยลดการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับทั้งรถยนต์สันดาปภายในและ EV แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องการชิ้นส่วน “เบา แต่แข็งแรง” เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทางการขับขี่

ขณะเดียวกัน ธุรกิจฉนวนยางกันความร้อน/เย็น Aeroflex ได้ลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดของเสียจากโรงงาน โดยนำเศษวัสดุจากการผลิตฉนวนยางมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ Aerotape เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก Circular Economy ที่มุ่งลดของเสียและนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก EPP บริหารจัดการ ภายใต้แนวคิด 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle โดยพัฒนาสูตรบรรจุภัณฑ์บางประเภทให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้า และสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก

ในวันที่โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนกติกา กรณีศึกษาของ EPG กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่คือการวางธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว ผ่านพลังนวัตกรรม บุคคลากร และวิธีคิดที่พร้อมปรับตัวไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา