

KEY
POINTS
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เหตุการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านช่วงต้นปี 2026 คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากร แต่คือรากฐานของความมั่นคงในทุกมิติ และในจังหวะเดียวกัน วิกฤตครั้งนี้ได้จุดประกายให้พลังงานแสงอาทิตย์ก้าวขึ้นมาเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ย้อนกลับไปเมื่อความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 จากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่อโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงและรวดเร็ว
หนึ่งในจุดหักเหที่สำคัญที่สุดก็คือการที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 4 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญระดับโลก โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวมากกว่า 20% ของปริมาณทั้งโลก การหยุดชะงักเพียงชั่วขณะเดียวจึงส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกภูมิภาคจนถึงปัจจุบันที่ความขัดเเย้งยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง
ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของ IEA, Fitch Ratings และสื่อเศรษฐกิจระดับโลก รายงานว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นจากประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 130–150 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่ยังลุกลามไปสู่ต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าไปจนถึงราคาอาหารในหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า การหยุดชะงักครั้งนี้ถูกนิยามว่าเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และทำให้โลกต้องตั้งคำถามใหม่กับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว พลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยคุณสมบัติที่ติดตั้งได้รวดเร็ว กระจายตัวได้ และไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงหลังการลงทุนเริ่มต้น ความต้องการแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลกจึงพุ่งเข้าสู่ภาวะการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2026
แรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนที่ต้องการลดภาระค่าไฟฟ้า ไปจนถึงรัฐบาลที่ต้องการสร้างอธิปไตยทางพลังงานของตนเอง ในยุโรปและสหราชอาณาจักร ความไม่พอใจต่อความผันผวนของราคาฟอสซิลผลักดันให้ยอดติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในประเทศกำลังพัฒนา วิกฤตไฟฟ้าขาดแคลนและต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงกลายเป็นแรงเร่งให้ผู้บริโภคหันมาพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว
จีน ในฐานะผู้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดของโลก กลายเป็นศูนย์กลางของคลื่นความต้องการครั้งนี้ โดยในเดือนมีนาคม 2026 จีนสามารถทำสถิติการส่งออกอุปกรณ์โซลาร์เซลล์สูงที่สุดในประวัติการณ์ ปริมาณการส่งออกในเดือนเดียวเทียบเท่ากับกำลังการติดตั้งทั้งประเทศของสเปน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของห่วงโซ่อุปทานเอเชียที่กลายเป็นกลไกสำคัญในการรองรับวิกฤตพลังงานโลก
อินเดีย ความต้องการส่วนประกอบพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นถึง 6.6 GW ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 150% รัฐบาลอินเดียได้เร่งโครงการ "PM Surya Ghar Muft Bijli Yojana" เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาให้แก่ครัวเรือน 10 ล้านหลัง ซึ่ง ณ เดือนมีนาคม 2026 สามารถติดตั้งไปได้แล้วกว่า 9.56 GW โดยมีรัฐคุชราตและมหาราษฏระเป็นผู้นำ
ปากีสถาน กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่พลังงานแสงอาทิตย์เร็วที่สุดในเอเชียในปี 2026 เนื่องจากสภาวะขาดแคลนไฟฟ้าที่นำไปสู่การตัดไฟนานถึง 10-18 ชั่วโมง และราคาค่าไฟฟ้าจากโครงข่ายที่พุ่งสูงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในปากีสถานก้าวข้ามระดับ 5 GW ในช่วงต้นปี 2026 โดยสัดส่วนไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในโครงข่ายคาดว่าจะสูงถึง 20% ภายในปีนี้
รายงานร่วมจาก CREA และ Renewables First ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่โซลาร์เซลล์ช่วยให้ปากีสถานประหยัดเงินนำเข้าน้ำมันและก๊าซได้กว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็น "กรมธรรม์ประกันภัย" ที่สำคัญต่อวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ไม่ได้ปราศจากข้อจำกัด สงครามเดียวกันได้สร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น อลูมิเนียม ทังสเตน และลิเธียม ซึ่งมีบทบาทในการผลิตแผงและระบบกักเก็บพลังงาน การโจมตีโรงงานผลิตในตะวันออกกลางและมาตรการควบคุมการส่งออกของบางประเทศทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งพลังงานหลักในช่วงสงครามคือการเติบโตของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความไม่สม่ำเสมอของการผลิตไฟฟ้า (Intermittency) ในปี 2025 โลกได้ก้าวเข้าสู่ "ยุค 100 กิกะวัตต์" ของการติดตั้งแบตเตอรี่รายปี และในปี 2026 คาดการณ์ว่ายอดการติดตั้งจะพุ่งขึ้นถึง 158 GW
ข้อมูลจาก BloombergNEF ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ในปี 2016 อัตราส่วนการติดตั้งอยู่ที่ 56 MW ของโซลาร์เซลล์ต่อ 1 MW ของแบตเตอรี่ แต่อัตราส่วนนี้ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือ 6:1 ในปี 2025 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 4:1 ในปี 2026 การลดลงนี้สะท้อนถึงการออกแบบระบบพลังงานใหม่ที่เน้น "ความยืดหยุ่น" (Flexibility) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะที่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเคยเป็นเชื้อเพลิงสำรองหลักนั้นขาดแคลนหรือมีราคาสูงเกินไปเนื่องจากสงคราม
นโยบายการจัดซื้อไฟฟ้าในหลายตลาดเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการบังคับติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานควบคู่ (Co-location mandates) ขณะที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ไม่ใช้ลิเธียม เช่น โซเดียมไอออน (Sodium-ion) และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (LDES) เริ่มได้รับการสนับสนุนเพื่อลดการพึ่งพาสายการผลิตลิเธียมที่เปราะบาง
ภาครัฐทั่วโลกตอบสนองต่อวิกฤตครั้งนี้ด้วยมาตรการเร่งด่วน ทั้งการลดภาษีพลังงาน การสนับสนุนการติดตั้งพลังงานสะอาด และการปรับนโยบายเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เพื่อวางรากฐานของระบบพลังงานใหม่ที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและความมั่นคงในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง