thansettakij
thansettakij
โซลาร์เซลล์ครัวเรือน คุ้มจริงไหม? ทางเลือกพลังงานสะอาดสู่ Net Zero

โซลาร์เซลล์ครัวเรือน คุ้มจริงไหม? ทางเลือกพลังงานสะอาดสู่ Net Zero

11 พ.ค. 69 | 04:01 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 69 | 04:36 น.

โซลาร์เซลล์ครัวเรือนยังคุ้มลงทุนหรือไม่ นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ ระยะคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 7–9 ปี แต่ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟ พร้อมเสนอ 3 แนวทางเร่งนโยบายพลังงานสะอาด

KEY

POINTS

  • การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนลดลง ระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 7-9 ปี แต่ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า โดยผู้ที่ใช้ไฟช่วงกลางวันจะได้รับประโยชน์สูงสุด
  • ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้การติดตั้งง่ายขึ้น เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี และการปลดล็อกกฎระเบียบ
  • ความท้าทายหลักคือราคาแบตเตอรี่ที่สูงสำหรับผู้ใช้ไฟกลางคืน และการเข้าถึงของกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งต้องอาศัยนโยบายเพิ่มเติม เช่น ระบบ Net Metering เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานและความผันผวนของค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ประเด็นเรื่อง “โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน” กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงไปถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ

รัฐเร่งหนุน ลดต้นทุน-ปลดล็อกกฎหมาย ดันติดตั้งง่ายขึ้น

รศ. ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยมองว่า ช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตลักษณะนี้ ภาครัฐได้เริ่มมีบทบาทในการขับเคลื่อนผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาสนับสนุนภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารออมสิน วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท หรือมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดประมาณ 200,000 บาท ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการปลดล็อกข้อกำหนดด้านใบอนุญาต เช่น รง.4 และขั้นตอนการดัดแปลงอาคาร ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายแฝงที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านหรืออาคารสามารถดำเนินการได้สะดวกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

คืนทุน 7–9 ปี แต่ “ความคุ้ม” ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมใช้ไฟ

ในมิติของความคุ้มค่า อาจารย์อธิบายว่า ต้นทุนการติดตั้งในปัจจุบันลดลงอย่างมาก ทั้งในส่วนของแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เมื่อพิจารณาในระยะยาวแล้ว การลงทุนมีความคุ้มค่า โดยมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7–9 ปี ขณะที่อายุการใช้งานของแผงสามารถยาวถึง 20–25 ปี

หมายความว่า หลังจากจุดคุ้มทุน ผู้ติดตั้งจะมีช่วงเวลาที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้โดยมีต้นทุนต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของมาตรการปัจจุบันที่ยังไม่มีระบบการขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่โครงข่ายอย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในเงื่อนไขปัจจุบันคือผู้ที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน เช่น ผู้ที่ทำงานจากบ้าน หรือมีคนอยู่ในบ้านระหว่างวัน เนื่องจากไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์จะสามารถนำมาใช้ได้ทันทีและช่วยลดค่าไฟฟ้าโดยตรง

แบตเตอรี่–Net Metering ตัวแปรสำคัญพลิกเกมความคุ้มค่า

ในทางกลับกัน กลุ่มที่ออกไปทำงานนอกบ้านในช่วงกลางวันจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าที่ผลิตได้อย่างเต็มที่ เพราะการใช้ไฟส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่โซลาร์เซลล์ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ หากจะใช้วิธีเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ ต้นทุนของระบบแบตเตอรี่ในปัจจุบันก็ยังค่อนข้างสูง ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนลดลงในกลุ่มนี้

เท่าที่ทราบจากทางภาคเอกชน บอกว่าค่าแบตเตอรี่สามารถจะลดต้นทุนลงไปได้สักประมาณ 30% หรือเกือบ 30% ถ้ามีมาตรการที่จะงดเว้น ยกเว้นเรื่องของค่าธรรมเนียมหรือภาษีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ ก็เหมือนกับจะมีโครงการในเรื่องของ EV ที่มีการลดหย่อนภาษีแบตเตอรี่ EV เอามาตรการตรงนั้นมาใช้กับภาคประชาชน อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนไม่ได้อยู่บ้านกลางวันเป็นหลักก็อาจจะสนใจที่จะติดตั้ง เพราะว่าสามารถเก็บไฟไว้ในแบตเตอรี่

ระบบ Net Metering กลไกเพิ่มแรงจูงใจ

อาจารย์ชี้ให้เห็นว่า หากมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ อาจช่วยให้ต้นทุนลดลงได้ประมาณ 30% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางคืนสามารถเข้าถึงและเห็นความคุ้มค่าของโซลาร์เซลล์มากขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1:1 ก็ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สามารถเพิ่มแรงจูงใจได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะจะทำให้ไฟฟ้าที่ผลิตได้สามารถนำไปหักลบกับไฟฟ้าที่ใช้ในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลง และขยายฐานผู้ใช้งานไปยังกลุ่มที่ปัจจุบันยังไม่เห็นความคุ้มค่า

มาตรการยังไม่ทั่วถึง กลุ่มเปราะบางเข้าถึงยาก

แม้มาตรการที่มีอยู่จะช่วยกระตุ้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับหนึ่ง แต่อาจารย์มองว่ายังมี “ช่องว่าง” ในการเข้าถึง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษี หรือไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้หรือเครดิตทางการเงิน ประเด็นนี้จึงนำไปสู่ข้อเสนอเกี่ยวกับการออกแบบมาตรการในลักษณะของ “สวัสดิการด้านพลังงาน” ที่จะช่วยให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนโดยตรงหรือกลไกอื่นที่เหมาะสม

ช่องว่างก็อาจจะมีในส่วนของมาตรการที่ออกมา กลุ่มคนเข้าถึงได้อาจจะเป็นผู้มีรายได้กลางๆ ขึ้นไปสูง ในกลุ่มรายได้ต่ำหรือกลุ่มเปราะบาง ก็อาจจะยังไม่ได้เข้าถึงมาตรการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะดำเนินการ คืออาจจะมีเงินสนับสนุนหรืออะไรที่กับกลุ่มที่มีรายได้น้อย ที่จะได้ประโยชน์ ก็เกิดอาจจะเป็นในเรื่องของสวัสดิการด้านพลังงานให้กับกลุ่มนี้ อาจจะเป็นส่วนที่จะเป็นเงินสนับสนุนโดยตรง

โซลาร์ขนาดเล็ก–ระบบสแตนด์อโลน ทางเลือกของผู้ใช้ไฟต่ำ

สำหรับกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่มาก อาจอยู่ในระดับประมาณ 1.5–3 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นระบบขนาดเล็กที่เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น การให้แสงสว่างหรือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐาน ปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์มีขนาดประมาณ 500 วัตต์ต่อแผง ทำให้ระบบขนาด 1.5 กิโลวัตต์อาจใช้เพียงราว 3 แผงเท่านั้น กลุ่มนี้มักเป็นผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้าอย่างเพียงพอ หรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า โดยสามารถติดตั้งในลักษณะระบบสแตนด์อโลน (Stand-alone) ร่วมกับแบตเตอรี่ เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การดูโทรทัศน์ รับฟังข่าวสาร หรือมีแสงสว่าง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้เข้าถึงพลังงานได้มากขึ้น

กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มต้องดูว่าเป้าหมายอย่างกลุ่มที่คนเขาใช้ไฟไม่ได้เยอะมาก ก็อาจจะประมาณ 1.5-3 กิโลวัตต์ ขนาดเล็กๆ ที่เขาพอได้ใช้ไฟเพื่อชีวิตความเป็นอยู่  ปัจจุบัน 1.5 กิโลวัตต์ ก็ประมาณ 3 แผง หนึ่งเเผงนึงตอนนี้ก็ 500 วัตต์แล้ว ก็ทำให้กลุ่มอาจจะไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ หรืออะไรได้มีชีวิตอำนวยความสะดวกมากขึ้น มีไฟใช้ กลุ่มนี้จะเป็นพวกติดตั้งเป็นแบบสแตนด์อโลน (Stand-alone) หรืออที่มีแบตเตอรี่ใช้ สามารถที่จะมีชีวิต ดูทีวี รับฟังข่าวสารอะไรได้บ้าง มีหลอดไฟสว่างอะไร ก็อาจจะทำให้เขาเข้าถึงพลังงานได้

ในภาพรวม อาจารย์ไม่ได้มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยอมรับว่ายังมีบางกลุ่มที่เข้าไม่ถึงมาตรการที่มีอยู่ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความสนใจของประชาชนต่อโซลาร์เซลล์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากทั้งปัจจัยด้านราคาที่ลดลง ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่มากขึ้น และแรงกดดันจากค่าไฟฟ้าที่ผันผวน

กองทุน 4 แสนล้าน โอกาสขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาด

ในระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การส่งเสริมโซลาร์เซลล์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่น ๆ ยังมีบทบาทสำคัญในการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยในสัดส่วนมากกว่าครึ่ง แม้ว่าจะลดลงจากอดีตที่เคยพึ่งพาสูงถึงประมาณ 70% ก็ตาม การขยายการใช้พลังงานสะอาดจึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระดับครัวเรือน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าไว้ภายในปี 2050

อีกมิติหนึ่ง ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและเป้าหมาย Net Zero ที่เป็นวาระระดับโลก ภาครัฐได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยมีส่วนหนึ่งมุ่งสนับสนุนพลังงานสะอาด อาจารย์มองว่า หากงบประมาณส่วนนี้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง ก็จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงพลังงานมีความเท่าเทียมมากขึ้น พร้อมกับขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก 

ก็คงต้องมาดูว่ามาตรการอันไหนที่จะไปสนับสนุนเพิ่มเติม นอกเหนือจากเรื่องของโซลาเซลล์ บ้านเราก็มีศักยภาพสูงอยู่แล้วเรื่องของแสงแดด แต่มีเรื่องของแหล่งพลังงานอื่นๆ เรื่องชีวมวล ก็พยายามทำกันมาพอสมควร  มาตรการเรื่องการพึ่งพาตนเอง พลังงานสะอาด เรื่องโรงไฟฟ้าชีวมวลต โรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ หรือว่ากังหันลม มาตรการเหล่านี้ก็สนับสนุนอยู่ ที่จะไปสู่เรื่องของ Emission และภาคเอกชนจริงๆ ก็ทำเรื่องนี้

เทคโนโลยีพร้อม แต่ติดข้อจำกัดด้านเงินลงทุน

ในมิติของเทคโนโลยี อาจารย์ย้ำว่าปัจจุบันโซลาร์เซลล์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่เพียงระดับประมาณ 10% มาเป็นมากกว่า 20% แล้ว รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างอินเวอร์เตอร์ก็ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เทคโนโลยีมีความพร้อมสำหรับการใช้งานในวงกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านต้นทุนเริ่มต้นและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นจุดที่นโยบายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาสนับสนุน

นโยบายต้องเดินคู่เทคโนโลยี เร่งสู่ Net Zero

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ทิ้งท้ายว่า การผลักดันโซลาร์เซลล์ให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายไม่สามารถพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีหรือเพียงนโยบายด้านใดด้านหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทั้งสองส่วน เพื่อสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนและการเข้าถึงของทุกกลุ่ม หากสามารถลดอุปสรรคทั้งในด้านต้นทุน ขั้นตอน และข้อจำกัดเชิงนโยบายลงได้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปในทิศทางเดียวกันอย่างยั่งยืน

ก็ต้องไปด้วยกัน ในส่วนเทคโนโลยีปัจจุบันเร็วมาก โซลาเซลล์เมื่อก่อนบอกประสิทธิภาพประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หมายถึงว่าพลังงานจากแสงแดดมา 100 เปอร์เซ็นต์  ตอนนี้แปลงเป็นไฟฟ้าได้ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ก็ถือว่าเทคโนโลยีนี้มีความพร้อมที่จะขยับืรวมถึงเรื่องของอินเวอร์เตอร์ก็มีการพัฒนา แต่ว่าด้วยต้นทุนก็อาจจะบางกลุ่มก็อาจจะยังคิดหนักอยู่ว่าจะลงทุนดีไหม ด้วยจะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายลงทุนเริ่มแรกสูง