thansettakij
thansettakij
กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง

กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง

17 เม.ย. 69 | 10:03 น.
อัปเดตล่าสุด :17 เม.ย. 69 | 10:17 น.

“ชัชชาติ” รุกคืบแก้ปม PM2.5 ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ณ ม.เกษตรศาสตร์ ชูเทคโนโลยี LIDAR สแกนชั้นบรรยากาศ หวังใช้ Big Data วางแผนคุมมลพิษเมืองยั่งยืน

KEY

POINTS

  • กทม. ร่วมมือกับจีนและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง "Superstation" แห่งแรก ณ ม.เกษตรฯ บางเขน
  • สถานีสามารถวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อระบุแหล่งที่มาของมลพิษได้อย่างแม่นยำ เช่น ไอเสียรถยนต์ หรือการเผาไหม้
  • ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ (LIDAR) ในการสแกนชั้นบรรยากาศแนวดิ่ง เพื่อตรวจสอบการสะสมและกระจายตัวของฝุ่นในระดับความสูงต่างๆ

วันที่ 17 เมษายน 2569  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมของ "Superstation PM2.5" ณ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (CRAES), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท Lihe Technology (Hunan) จำกัด เพื่อสร้างโมเดลการจัดการอากาศสะอาดด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

ผนึกกำลัง 5 องค์กร ปฏิวัติการตรวจวัดอากาศ

โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการนำนวัตกรรมมาใช้วางแผนนโยบายสาธารณะ โดยมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง (Supersite Air Quality Monitoring Station) บนอาคารสูง 15-30 เมตร เพื่อดักจับข้อมูลมลพิษในระดับชั้นบรรยากาศที่มีผลต่อสุขภาพของคนเมืองโดยตรง ซึ่งความร่วมมือกับสถาบัน CRAES จากประเทศจีน ผู้นำด้านการจัดการมลพิษระดับภูมิภาค ทำให้ไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น

กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง

กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง

กทม. จับมือจีน-ม.เกษตรฯ ปักหมุด ‘Superstation’ แห่งแรก! ยกระดับ AI วิเคราะห์ฝุ่นรายชั่วโมง

เจาะลึกศักยภาพ ‘Superstation’ มากกว่าแค่ตัวเลข

สถานีแห่งนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องวัดค่าฝุ่นทั่วไป แต่เป็น "ห้องปฏิบัติการลอยฟ้า" ที่มีขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 กลไกหลัก:

Comprehensive Monitoring: ตรวจวัดพารามิเตอร์อากาศครบวงจร ทั้งฝุ่น PM2.5, PM10 และก๊าซพิษอันตราย อาทิ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) และก๊าซโอโซน (O₃)

Real-time Source Apportionment: ครั้งแรกกับการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น เช่น คาร์บอน (OC/EC) และคาร์บอนดำ (Black Carbon) เพื่อพิสูจน์ทราบว่าฝุ่นมาจากไอเสียรถยนต์ การเผาไหม้ หรือโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการวิเคราะห์ "ฝุ่นทุติยภูมิ" (Secondary Formation) ที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในอากาศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงใน กทม.

LIDAR Technology: ใช้ระบบเลเซอร์สแกนชั้นบรรยากาศแบบแนวดิ่ง (Light Detection and Ranging) เพื่อดูการสะสมตัวของฝุ่นในแต่ละระดับความสูง ช่วยให้ประเมินได้ว่าสภาพอากาศปิดหรือการกดทับของอากาศจะส่งผลกระทบรุนแรงในช่วงเวลาใด

"ข้อมูลจาก Superstation จะช่วยให้ กทม. ไม่ต้องเดาทางสว่างอีกต่อไป เราจะรู้ชัดว่าฝุ่นที่หายใจเข้าไปมาจากไหน และควรแก้ที่ต้นเหตุจุดใด นี่คือหัวใจของการใช้ Data-driven Governance เพื่อคุณภาพชีวิตของคนกรุง" นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย.

หมายเหตุ:

ภาพ วันชัย ไกรศรขจิต NationPhoto