thansettakij
thansettakij
4 ประเทศปล่อยก๊าซรายใหญ่ รับอานิสงส์ราคาฟอสซิลพุ่งจากสงคราม

4 ประเทศปล่อยก๊าซรายใหญ่ รับอานิสงส์ราคาฟอสซิลพุ่งจากสงคราม

08 เม.ย. 69 | 02:27 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 69 | 02:31 น.

สงครามอิหร่านดันราคาพลังงานพุ่ง สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่ยังพึ่งพาฟอสซิล ขณะประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่บางส่วนอย่างสหรัฐ รัสเซีย ซาอุฯ และอิหร่าน กลับได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้น ท่ามกลางความพยายามของอีกหลายประเทศในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

KEY

POINTS

  • สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่
  • สหรัฐอเมริกาและรัสเซียเป็นสองประเทศที่ได้รับประโยชน์โดยตรง โดยภาคพลังงานของสหรัฐฯ คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล ขณะที่รายได้ของรัสเซียเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์
  • ซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง แม้จะเผชิญความเสี่ยงแต่ก็มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น

วันที่ 8 เมษายน 2569 สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้กลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ตอกย้ำว่าโลกยังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างลึกซึ้ง ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มแตะระดับ 150 ดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นยังกดดันภาคอาหาร จนองค์การด้านอาหารเตือนว่าความไม่มั่นคงทางอาหารอาจรุนแรงขึ้น โดยมีประชากรอีกหลายสิบล้านคนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะอดอยาก

ภายใต้ภาวะราคาพลังงานที่พุ่งสูง ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่บางประเทศกลับได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานฟอสซิลหลักของโลก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด คาดว่าภาคน้ำมันและก๊าซจะได้รับกำไรเพิ่มขึ้นราว 60,000 ล้านดอลลาร์จากสถานการณ์ดังกล่าว ขณะที่รัสเซียได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น ช่วยประคองเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันจากสงครามยูเครน โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 150 ล้านดอลลาร์ต่อวัน

ฝั่งตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย แม้เผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากการโจมตี แต่ราคาน้ำมันที่สูงส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติ Aramco มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และแหล่งสำรองน้ำมันที่ต้นทุนต่ำสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก ขณะที่อิหร่าน แม้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วนได้รับความเสียหาย แต่รายได้จากการส่งออกน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกยังคงเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และใช้พลังงานสะอาดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ขณะที่อินเดียแม้ยังพึ่งพาถ่านหิน แต่ได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานคาร์บอนต่ำเป็น 60% ภายในปี 2035

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศยังเผชิญข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่าน เช่น เยอรมนีและญี่ปุ่นที่ยังพึ่งพาก๊าซและมีความท้าทายด้านนโยบายพลังงาน ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ ยังคงขยายการผลิตจากแรงจูงใจด้านราคา แม้จะมีแผนลดการใช้ถ่านหินในระยะยาว

โดยรวมแล้ว แม้แนวโน้มระยะยาวของโลกจะเอื้อต่อพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งจากต้นทุนที่ลดลงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการพลังงานฟอสซิลยังคงอยู่ และในบางกรณียังสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่