thansettakij
วิกฤตคอร์รัปชันไทย CPI ร่วงต่อเนื่อง เปิดผลสะเทือนนโยบายสิ่งแวดล้อม
net-zero

วิกฤตคอร์รัปชันไทย CPI ร่วงต่อเนื่อง เปิดผลสะเทือนนโยบายสิ่งแวดล้อม

In Brief

  • ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยปี 2568 ลดลงเหลือ 33 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตด้านความโปร่งใส
  • งานวิจัยชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยประเทศที่มีคะแนนความโปร่งใสต่ำมักล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมมลพิษและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
  • การทุจริตส่งผลกระทบเป็นรูปธรรมต่อสิ่งแวดล้อมไทย เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เชื่อมโยงกับคอร์รัปชันเชิงนโยบาย และการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ผ่านการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ
  • มีข้อมูลชี้ว่าการทุจริตที่เพิ่มขึ้น 1% อาจส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.05% ในระยะยาว ซึ่งตอกย้ำผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อสิ่งแวดล้อม

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอดปี 2568 ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยกลายเป็นพาดหัวข่าวต่อเนื่องคดีเล็กคดีใหญ่ไล่เรียงกันมาเป็นระลอก จนคำว่า “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นบรรยากาศที่ผู้คนคุ้นชิน

ท่ามกลางข่าวเหล่านั้น ตัวเลขหนึ่งถูกประกาศออกมาล่าสุด ไทยได้ 33 คะแนน ในดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) อยู่อันดับ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขที่สะท้อนระดับความโปร่งใสในสายตานานาชาติ

ขณะเดียวกัน งานศึกษาชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ ชวนให้ตั้งคำถามอีกมุมว่า เมื่อคะแนน CPI ลดลง ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาพลักษณ์หรืออันดับในตาราง แต่จะเชื่อมโยงไปถึงความสามารถของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในระดับโครงสร้างหรือไม่ 

เมื่อข่าวคดีทุจริตเกิดขึ้นต่อเนื่อง และคะแนน CPI อยู่ในระดับต่ำ คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่าไทยอยู่อันดับที่เท่าไร แต่อยู่ที่ว่า กลไกนโยบายสำคัญของประเทศกำลังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเพียงใด

ความโปร่งใสที่หายไป กับสิ่งแวดล้อมที่อ่อนแรงลง

รายงานเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างประเทศพบความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่าง CPI กับดัชนีสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อม (EPI) ประเทศที่มีคะแนนความโปร่งใสสูง มักมีผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์และคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศที่มีปัญหาการทุจริตเรื้อรัง มักล้มเหลวในการปกป้องป่าไม้ ควบคุมมลพิษ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

แม้บางประเทศจะเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากคุณภาพของการควบคุมการทุจริตไม่เข้มแข็ง นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ประกาศออกมาก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์จริงได้

รายงานยังอธิบายว่า การทุจริตทำให้ “ดัชนีการตอบสนอง” ของรัฐลดประสิทธิภาพลง หมายความว่า แม้นโยบายจะดูดี แต่หากระดับปฏิบัติงานมีการทุจริต นโยบายเหล่านั้นก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง

จากการฟอกไม้ ถึงเงินรั่วไหลเดือนละ 56 ล้านดอลลาร์

ในภาคทรัพยากรธรรมชาติ รายงานระบุว่าการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการออกใบอนุญาต การให้สัมปทาน ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารเพื่อ “ฟอกไม้” (Timber Laundering) ให้กลายเป็นไม้ถูกกฎหมายก่อนส่งออก

ตัวเลขที่ปรากฏในรายงานชัดเจนมาก การทำไม้ผิดกฎหมายสร้างรายได้ระหว่าง 30,000 – 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีทั่วโลก หรือคิดเป็น 10–30% ของการค้าไม้โลกทั้งหมด เงินจำนวนนี้สะท้อนถึงพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย และกฎหมายที่ถูกบิดเบือน

กรณีของไลบีเรียในช่วงการปกครองของอดีตประธานาธิบดีชาร์ลส์ เทย์เลอร์ รายได้จากการทำไม้ผิดกฎหมายถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนซื้ออาวุธและค้ำจุนอำนาจทางการเมือง กลายเป็นทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมและวิกฤตมนุษยธรรม

ในภาคพลังงาน รายงานยกกรณีของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า Eskom ในแอฟริกาใต้ ซึ่งมีการประเมินว่าเงินประมาณ 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกขโมยไปในแต่ละเดือนผ่านการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การรั่วไหลในระดับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล

ขยะข้ามแดน และช่องโหว่ในระบบกำกับดูแล

เหตุการณ์ลักลอบขนขยะจากแคนาดาไปยังฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2013–2014 เป็นอีกกรณีศึกษาที่รายงานหยิบยก เจ้าหน้าที่บางส่วนปล่อยให้มีการนำเข้าขยะปนเปื้อนสารอันตรายโดยอ้างว่าเป็นขยะรีไซเคิล การออกใบอนุญาตอย่างไม่ถูกต้องสะท้อนถึงช่องโหว่จากการทุจริตในระดับปฏิบัติงาน

ในประเทศไทย มีเสียงวิพากวิจารณปัญหาการทุจริตในกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการตรวจโรงงานในอุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติก ทำให้โรงงานที่ไม่มีมาตรฐานสามารถดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้สารพิษ เช่น ไดออกซินและโลหะหนัก ปนเปื้อนในดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร

การทุจริต 1% กับการปล่อยคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดในรายงาน คือการศึกษาที่พบว่า การทุจริตเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นประมาณ 1.05% ในระยะยาว

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการทุจริตไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางศีลธรรม แต่ทำงานควบคู่ไปกับการใช้พลังงานฟอสซิลและเทคโนโลยีที่ก่อมลพิษสูง เพื่อสร้างกำไรระยะสั้น ขณะที่ต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมถูกผลักไปยังสังคมโดยรวม

บทเรียนที่สะท้อนกลับมาถึงไทย

กรณีประเทศไทยโดยเฉพาะ ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ และภาคเหนือถูกอธิบายภายใต้แนวคิด “การทุจริตเชิงนโยบาย” ซึ่งเกิดจากการผ่อนปรนการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษในภาคขนส่ง การก่อสร้าง อุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง

เมื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมลดลง การตัดสินใจเชิงนโยบายอาจยอมรับมลพิษแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนบางกลุ่ม

กรณีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและที่ดินของรัฐในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ถูกยกเป็นตัวอย่างของการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และการแทรกแซงทางการเมืองที่นำไปสู่การทำลายระบบนิเวศและแหล่งต้นน้ำ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปีที่ไทยได้ 33 คะแนน และอยู่อันดับ 116 ของโลก รายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยในฐานะประเทศเดียวที่เผชิญปัญหา แต่สะท้อนภาพความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ประเทศซึ่งมีคะแนน CPI ต่ำต้องเผชิญ

เมื่อคะแนนความโปร่งใสลดลง สิ่งที่สั่นคลอนไม่ได้มีเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่รวมถึงการตั้งคำถามกับความสามารถของรัฐในการปกป้องป่าไม้ อากาศ น้ำ และสุขภาพของประชาชนเองด้วย

อ้างอิงข้อมูล 

  • transparencycdn.org
  • What Are the Legal Issues Surrounding Environmental Regulations in Thailand?

  • The corruption climate: how corruption stands in the way of the response to climate change

  • respect.internationa