thansettakij
พลังงานสะอาดพุ่ง โซลาร์คุ้มทุน ท่ามกลางนโยบายฟอสซิลสหรัฐฯ
net-zero

พลังงานสะอาดพุ่ง โซลาร์คุ้มทุน ท่ามกลางนโยบายฟอสซิลสหรัฐฯ

In Brief

  • กระแสพลังงานสะอาดทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่หันกลับไปสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงจนถึงจุดคุ้มทุนด้วยตัวเอง ทำให้สามารถเติบโตได้ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์โดยตรง
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
  • ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) กำลังมีราคาถูกลงและจะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน

วันที่ 27 มกราคม 2569 ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่หันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่า 2% ในปีนี้ แต่กระแสหลักของพลังงานสะอาดทั่วโลกยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด  กล่าวว่า ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โซลาร์ ระบบเก็บพลังงาน และเครื่องมือพลังงานสะอาดจากจีนมีราคาต่ำสุดเท่าที่เคยมีมา จีนเป็นผู้นำทั้งการผลิตและการติดตั้งโซลาร์ ประกอบกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการพลังงานสูงขึ้น

บางประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษติดตั้งระบบเก็บพลังงานและพลังงานหมุนเวียนมากกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้า เช่น หากความต้องการไฟฟ้าเติบโต 3% พลังงานหมุนเวียนเติบโต 5% แสดงว่าโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากพลังงานดั้งเดิมมาเป็นพลังงานหมุนเวียน

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด

ข้อมูลจากปีที่แล้วอย่างโซลาร์โตประมาณสัก 30% จาก กำลังการผลิตเดิม พลังงานลมโตประมาณ 7%  ความต้องการใช้ไฟฟ้าโตอยู่ที่ประมาณ 3.3% ดังนั้นจะเห็นว่าถ้าการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเติบโตได้เร็วกว่า หมายความว่าโลกเกำลังเปลี่ยนจากการใช้ไฟฟ้าให้เป็นไปทางที่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

ขณะที่ในปีที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดอีกครั้ง ภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดย 3 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก หากพิจารณาในเอเชีย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า

ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากโลกร้อน และติดอันดับท็อป 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ทั้งจากอุทกภัยและต้นทุนการทำความเย็นที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการพลังงาน 

ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งใช้ไฟฟ้าสูงมาก สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ยังไม่ได้ใช้เต็มที่ แต่หากมีบริษัทที่สนใจเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลทั้งหมดตามที่คาดการณ์ กำลังผลิตที่มีอยู่จะไม่เพียงพอ อาจต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มต่อเนื่องถึงปี 2026

ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น ซึ่งหลังเหตุการณ์ฟูกูชิมะได้ลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ แต่เมื่อเห็นแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) จึงมีแผนที่จะนำพลังงานนิวเคลียร์กลับมาพิจารณาในแผนการผลิตไฟฟ้าอีกครั้งโดยภาพรวมแล้วยังมีปัจจัยที่ทำให้ภาคพลังงานสะอาดเติบโตต่อเนื่อง

การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยิ่งมีการใช้ EV เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ก็ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในประเทศจีนที่มี EV เติบโตค่อนข้างสูง ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็น ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด

เทคโนโลยีมาจากการลงทุนด้าน AI

เเม้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่า 2% เเต่ เทคโนโลยีมาจากการลงทุนด้าน AI ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น การใช้ AI ในการบริหารจัดการพลังงาน ส่วนพลังงานสะอาดเป็นภาคที่เติบโตเร็วมากในปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีหลักอย่างโซลาร์คุ้มทุนด้วยตัวเองแล้ว สามารถขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ได้ จึงจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเติบโตต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเขตสหภาพยุโรป การปล่อยคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2024 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้โครงสร้างการผลิตไฟฟ้ายังคงใกล้เคียงเดิม โดยยังคงพึ่งพาพลังงานแบบดั้งเดิมมากขึ้น ถึงแม้จะมีปัจจัยลบจากการที่การติดตั้งพลังงานหมุนเวียนยังไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์

โดยสถิติปีที่ผ่านมาชี้ว่า เทคโนโลยีประมาณ 55% เป็นเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการสามารถลงทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ทันที เพราะช่วยลดต้นทุนได้ตั้งแต่วันแรก อีก 20% เป็นเทคโนโลยีที่ต้องเพิ่มเงินลงทุนเล็กน้อย แต่คุ้มค่า เช่น หากไม่ลงทุนต้องจ่ายภาษีให้ยุโรปจาก CBAM การลงทุนที่แพงขึ้นเล็กน้อยแต่ทำให้เข้าตลาดยุโรปได้จึงคุ้มค่า เช่น ระบบเก็บพลังงาน (Energy Storage) ส่วนอีกประมาณ 20% ที่เหลือยังเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่คุ้มทุนในการลงทุน จึงต้องรอก่อน

คำว่า Green Premium หรือการลงทุนด้านความยั่งยืนไม่คุ้มค่า อาจไม่เป็นความจริงอีกต่อไปในปี 2026 เพราะเทคโนโลยีส่วนใหญ่สามารถให้ผลตอบแทนคุ้มค่าได้ตั้งแต่วันที่ลงทุน รวมกันแล้วประมาณ 75% ของเทคโนโลยีที่มีอยู่สามารถใช้งานได้แล้ว ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคธุรกิจที่ต้องการปรับตัวสู่ความยั่งยืน โดยจะไม่เป็นภาระเหมือนที่ผ่านมา

เทคโนโลยีหลักอย่างโซลาร์คุ้มค่าด้วยตัวเอง เช่น การติดตั้งโซลาร์ที่บ้านถูกกว่าซื้อไฟจากการไฟฟ้า หรือผู้ที่เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็ลดค่าน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ กลไกทางเศรษฐศาสตร์จึงเป็นตัวเร่ง แต่นอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม อย่าง CBAM ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้ติดตั้งเพียงเพราะต้องการลดต้นทุน แต่ต้องติดตั้งเพื่อให้เข้าถึงตลาดพรีเมียมได้ หากไม่ติดตั้งก็ไม่สามารถขายสินค้าในยุโรปได้ ทั้ง 2 ปัจจัยหลักนี้ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจสีเขียวยังคงเติบโตต่อไป

ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่า ปีนี้ระบบเก็บพลังงาน (Energy Storage) จะถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) โดยราคาต่อกิโลวัตต์อาจลดลงมาถึง 80 เหรียญต่อกิโลวัตต์ หากถึงจุดนั้นจริง อาจเห็นการติดตั้งระบบเก็บพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มเป็นเท่าตัว

เหตุผลที่ยังไม่มีการติดตั้งมากในอดีตเพราะราคาค่อนข้างสูง ประกอบกับแนวโน้มการติดตั้งโซลาร์ที่เพิ่มขึ้น จึงต้องมีเทคโนโลยีอย่างระบบเก็บพลังงานเข้ามาช่วยกักเก็บพลังงานก่อนส่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้า หรือในบางประเทศที่มีระบบกำหนดราคาแบบไดนามิก ก็สามารถเก็บพลังงานช่วงกลางวันแล้วนำมาใช้ช่วงกลางคืน เพื่อลดต้นทุนการผลิตของทั้งประเทศ

อังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดี มีโซลาร์ติดตั้งเกือบ 50% ของการผลิตทั้งหมด และเปิดเสรีให้ครัวเรือนติดตั้งได้ ราคาไฟฟ้าช่วงกลางวันค่อนข้างถูกเนื่องจากมีการผลิตจากโซลาร์มาก ตามหลักอุปสงค์-อุปทาน บางคนจึงซื้อระบบเก็บพลังงานมาติดตั้ง แล้วขายไฟช่วงกลางคืนที่มีการผลิตน้อยกว่า ทำให้ได้ราคาสูงขึ้น

โมเดลลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากขึ้น เนื่องจากราคาระบบเก็บพลังงานน่าจะลดลงอีกในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 100 กว่าเหรียญต่อกิโลวัตต์/ชั่วโมง และมีแนวโน้มลดลงต่อไป ตามข้อมูลจากหลายศูนย์วิจัย รวมถึง Goldman Sachs

นายอธิป กล่าวถึงประเด็นการฟื้นตัวของพลังงานแบบดั้งเดิมและเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ได้กลับมาผลิตพลังงานแบบดั้งเดิมมากขึ้น และหยุดบางโครงการพลังงานหมุนเวียนไปก่อน แต่นโยบายนี้สมเหตุสมผลในมุมมองของสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศมีทรัพยากรด้านนี้อยู่มาก โดยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และถ่านหินอาจเป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 ของโลก

การกลับมาใช้ทรัพยากรเหล่านี้ทำให้สามารถจ้างงานคนในประเทศและใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ซึ่งถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือถูกกว่าการซื้อแผงโซลาร์เซลล์ที่ผลิตจากจีนประมาณ 90% ของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย "America First" ที่ต้องการสร้างงานและใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างการเติบโต

ทรัมป์ไม่สามารถหยุดกระแสพลังงานสะอาดได้ แต่หากสหรัฐฯ สนับสนุนด้วย การเติบโตคงจะเร็วกว่านี้