

บริษัท ปตท.สํารวจและผลิตปิโตรเลียม จํากัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์พลังงานหลังจากนี้ไป (Energy Outlook) โดยชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ทําให้เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนพลังงานทั่วโลก และส่งผลต่อราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ
ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หรือเข้าสู่ภาวะถดถอยหลายประเทศทั่วโลก จึงต้องแสวงหาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมีแนวโน้มที่จะดําเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป (จากรายงานของ S&P Global Commodity Insights) คาดว่าอุปสงค์ของก๊าซธรรมชาติ จะยังคงเติบโตเนื่องในการเป็นเชื้อเพลิงหลักสําหรับการเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) ที่มีบทบาทสําคัญในการแทนที่ถ่านหินในภาคการผลิตไฟฟ้า ขณะที่พลังงานหมุนเวียน (Renewables) กําลังเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยในอนาคต
สอดคล้องกับกรอบการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ในระยะสั้น (ปัจจุบัน-2573) จะเป็นการเปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ตํ่ากว่าถ่านหินและนํ้ามัน ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตไฟฟ้า การเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ในภาคการขนส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงาน และการใช้วัสดุทดแทนหรือนํามาใช้ซํ้า สําหรับภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ มีการเริ่มดําเนินโครงการดักจับใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
สําหรับในระยะกลางและระยะยาว (หลังปี 2573) จะเป็นการปรับเปลี่ยนไปสู่เชื้อเพลิงคาร์บอนตํ่า (Low Carbon fuel) ที่จะเติบโตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน โดยเทคโนโลยี CCUS และไฮโดรเจน จะมีบทบาทสําคัญในทุกภาคธุรกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตไฟฟ้า และภาคการขนส่ง
ราคานํ้ามันดิบ ด้านอุปสงค์คาดว่าปี 2568 จะมีความต้องการใช้นํ้ามันดิบมากขึ้น จากปี 2567 เฉลี่ย 0.8-1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน แสดงถึงอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ความต้องการส่วนใหญ่ยังคงมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกําลังพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ยังคงทรงตัว
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ ต่างจับตามองสหรัฐอเมริกา ที่จะมีนโยบายเพิ่มกําแพงภาษีระหว่างประเทศ อาจกดดันให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
ในภาพรวมด้านอุปทานคาดว่าปี 2568 จะมีการผลิตนํ้ามันดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้นเฉลี่ย 1-1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเฉพาะจากประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล นอร์เวย์ และกายอานา ที่มีแนวโน้มเพิ่มกําลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อาจเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (surplus) ซึ่งจะทําให้ราคานํ้ามันดิบอ่อนตัวลงจากปี 2567 ขณะที่กลุ่ม OPEC+ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเพิ่มกําลังการผลิต
อย่างไรก็ดี คาดว่าราคานํ้ามันดิบในปี 2568 จะอยู่ในช่วง 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งตํ่ากว่าระดับของปี 2567
สําหรับปี 2568 คาดว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 5 % จากปี 2567 มาอยู่ที่ 431 ล้านตันต่อปี ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกําลังพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย และคาดว่าจะมีการเพิ่มกําลังการผลิตจากโครงการใหม่ ๆ ประมาณ 19 ล้านตันต่อปี หรือ 3% จากปี 2567 ทําให้การผลิตรวมในปี 2568 อยู่ที่ 424 ล้านตันต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา กาตาร์ และแคนาดา(ที่มา: FGE, ธันวาคม 2567)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง