

KEY
POINTS
กฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรปกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางที่นำเข้าสินค้า 7 กลุ่มเสี่ยง ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เริ่มตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2569 ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยเริ่มปฏิบัติตาม 30 มิถุนายน 2570 โดยความท้าทายสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบข้อมูลแหล่งผลิตและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับอย่างน้อย 4% ของยอดขายรวมต่อปีในสหภาพยุโรป
หลายปีที่กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) มีความไม่แน่นอนด้านกำหนดเวลาบังคับใช้ โดยกรุงบรัสเซลส์ได้เลื่อนกำหนดออกไปแล้ว 2 ครั้ง ปรับลดขอบเขตการบังคับใช้ และลดความซับซ้อนของเอกสาร ทำให้หลายบริษัทตัดสินใจรอดูสถานการณ์ แต่ช่วงเวลาแห่งการรอดูดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว
ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 บริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางที่นำผลิตภัณฑ์โกโก้ กาแฟ ไม้ ถั่วเหลือง โค ยางพารา หรือน้ำมันปาล์มเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป จะต้องพิสูจน์ว่าสินค้าเหล่านั้นปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และมีเอกสารแสดงการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (Due Diligence Statement) รองรับ ส่วนวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดเล็กจะเริ่มปฏิบัติตามตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570
สมาคมการค้าของเนเธอร์แลนด์ evofenedex ระบุว่า คำถามในขณะนี้ไม่ใช่ว่า EUDR จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่องค์กรของคุณพร้อมแล้วหรือยัง และสำหรับบริษัทส่วนใหญ่ ความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ได้อยู่ภายในองค์กรของตนเอง แต่อยู่ลึกลงไปหลายระดับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา
EUDR ถูกจัดทำขึ้นเพื่อลดผลกระทบของสหภาพยุโรปที่มีต่อการสูญเสียพื้นที่ป่าทั่วโลก ปัจจุบันโลกยังคงสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าประมาณ 10.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี โดยพื้นที่ป่าจำนวนมากถูกแผ้วถางเพื่อเพาะปลูกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ท้ายที่สุดถูกนำเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป
รายงานการประเมินทรัพยากรป่าไม้โลกปี 2568 (FAO Global Forest Resources Assessment 2025) ระบุว่า การตัดไม้ทำลายป่าชะลอตัวลงจากระดับ 17.6 ล้านเฮกตาร์ต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ปัจจุบันอัตราการสูญเสียพื้นที่ป่ายังคงอยู่ในระดับสูงเกินไป โดยพื้นที่ป่าทั่วโลกมีทั้งหมด 4.14 พันล้านเฮกตาร์ หรือคิดเป็น 32% ของพื้นที่ดินทั้งหมดบนโลก
กฎระเบียบ Regulation (EU) 2023/1115 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 และเข้ามาแทนที่กฎระเบียบไม้ของสหภาพยุโรปฉบับเดิม (EU Timber Regulation: EUTR) โดยเว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการยุโรปมีแนวทางอย่างเป็นทางการ คำถามที่พบบ่อย และวิดีโออธิบายเกี่ยวกับ EUDR
การจำหน่ายสินค้าที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎระเบียบในสหภาพยุโรป หรือการส่งออกสินค้าเหล่านั้นจากสหภาพยุโรป บริษัทต้องพิสูจน์ว่าสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีเอกสารแสดงการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้านรองรับ
กฎดังกล่าวครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ 7 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันจำนวนมากที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไปจนถึงเครื่องหนัง ยางรถยนต์ และช็อกโกแลต
แม้จะมีการเลื่อนกำหนดบังคับใช้และปรับลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ แต่สาระสำคัญของกฎหมายยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องและนำเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปหรือส่งออกจากตลาดดังกล่าว ต้องมีคุณสมบัติครบ 3 ประการ ได้แก่ ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ผลิตขึ้นตามกฎหมายของประเทศที่ผลิต และมีเอกสารแสดงการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (DDS)
คำว่าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หมายถึง วัตถุดิบต้องไม่ได้มาจากการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563
กฎระเบียบครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ 7 กลุ่ม และผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ผลิตจากสินค้าเหล่านี้ ได้แก่
EUDR มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงกำหนดบังคับใช้ที่สำคัญ ดังนี้
การปรับลดความซับซ้อนของ EUDR ช่วยลดภาระด้านเอกสาร โดยเฉพาะผู้ประกอบการปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อกำหนดที่ต้องพิสูจน์ตามกฎหมาย
ผู้นำเข้า หรือบริษัทที่นำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นรายแรก เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติตาม EUDR โดยต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (Due Diligence) ยื่นเอกสารคำประกาศการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของสหภาพยุโรป และเก็บหลักฐานเพื่อแสดงต่อหน่วยงานกำกับดูแลว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนด
การแก้ไขกฎระเบียบในปี 2568 ทำให้บทบาทดังกล่าวชัดเจนขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรายแรกที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดเป็นผู้รับผิดชอบการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน
สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มอื่น มีหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. ผู้ประกอบการรายแรกที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาด (Operator)
ได้แก่ ผู้นำเข้า ผู้ผลิตในสหภาพยุโรป หรือผู้ส่งออก มีหน้าที่ตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน ยื่นเอกสาร DDS และเก็บรักษาบันทึกข้อมูลเป็นเวลา 5 ปี
2. ผู้ประกอบการปลายน้ำ (Downstream Operator)
ได้แก่ บริษัทในสหภาพยุโรปที่นำผลิตภัณฑ์ซึ่งผ่านการตรวจสอบแล้วมาแปรรูป เช่น ผู้ผลิตช็อกโกแลตที่ใช้โกโก้นำเข้า ไม่ต้องจัดทำ DDS ของตนเอง แต่ต้องรวบรวมและเก็บรักษาหมายเลขอ้างอิง DDS และลงทะเบียน หากไม่ได้เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
3. ผู้ค้า (Trader)
ได้แก่ บริษัทที่จำหน่ายสินค้าที่อยู่ในตลาดสหภาพยุโรปแล้ว มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบง่าย โดยเก็บรักษาข้อมูลซัพพลายเออร์และลูกค้า
4. ผู้ประกอบการต้นน้ำขนาดย่อมหรือขนาดเล็ก (Micro or Small Primary Operator)
ได้แก่ ผู้ผลิตรายย่อยที่ตั้งอยู่ในสหภาพยุโรป เช่น ฟาร์มขนาดเล็ก สามารถยื่นคำประกาศแบบง่ายเพียงครั้งเดียว แทนการจัดทำ DDS
แม้ซัพพลายเออร์นอกสหภาพยุโรปจะไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของ EUDR แต่ยังได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดดังกล่าว เนื่องจากผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกต้องจัดเตรียมข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ บันทึกแหล่งกำเนิดสินค้า และเอกสารยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปใช้ประกอบการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน
หากไม่สามารถจัดหาข้อมูล EUDR ที่ตรวจสอบยืนยันได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้ซื้อในตลาดสหภาพยุโรป
เอกสารแสดงการตรวจสอบสถานะอย่างรอบด้าน (DDS) ต้องระบุรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ปริมาณ ประเทศที่ผลิต และพิกัดภูมิศาสตร์ของพื้นที่ผลิตทุกแปลง พร้อมหลักฐานยืนยันว่าสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้ประกอบการต้องยื่น DDS ผ่านระบบสารสนเทศของสหภาพยุโรป (EU Information System หรือ TRACES) ก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาดหรือส่งออก และต้องเก็บรักษาเอกสารพร้อมหลักฐานประกอบเป็นเวลา 5 ปี โดยหน่วยงานกำกับดูแลของเนเธอร์แลนด์ (NVWA) ได้อธิบายขั้นตอนสำหรับผู้นำเข้าไว้แล้ว
คณะกรรมาธิการยุโรปแบ่งประเทศผู้ผลิตออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงมาตรฐาน และความเสี่ยงสูง โดยระดับความเสี่ยงจะกำหนดความเข้มข้นของการตรวจสอบสถานะที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการ รวมถึงสัดส่วนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล
บัญชีรายชื่อการจัดระดับความเสี่ยงชุดแรกเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 โดยประเทศส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงมาตรฐาน มีเพียง 4 ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ได้แก่ เบลารุส เกาหลีเหนือ เมียนมา และรัสเซีย
ตามรายงานของ European Rubber Journal การจัดหาสินค้าจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำยังต้องรวบรวมข้อมูลตามข้อกำหนด แต่ไม่จำเป็นต้องประเมินและดำเนินมาตรการบรรเทาความเสี่ยงอย่างเป็นทางการ
1. ความเสี่ยงต่ำ
การตรวจสอบสถานะ แบบง่าย โดยรวบรวมข้อมูล แต่ไม่ต้องประเมินหรือบรรเทาความเสี่ยงอย่างเป็นทางการ
สัดส่วนขั้นต่ำที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องตรวจสอบ 1%
2. ความเสี่ยงมาตรฐาน
การตรวจสอบสถานะ แบบเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการรวบรวมข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการดำเนินมาตรการบรรเทาความเสี่ยง
สัดส่วนขั้นต่ำที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องตรวจสอบ 3%
3. ความเสี่ยงสูง
การตรวจสอบสถานะ แบบเต็มรูปแบบ พร้อมการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น
สัดส่วนขั้นต่ำที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องตรวจสอบ 9%
การจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง หากมีเหตุให้สงสัยว่ามีการนำสินค้าที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิดมาผสมกัน หรือมีการหลีกเลี่ยงกฎระเบียบผ่านประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้ประกอบการยังคงต้องดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับประเด็นดังกล่าว
การรวบรวมเอกสารเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ผู้นำเข้าต้องแสดงให้เห็นว่าข้อมูลจากซัพพลายเออร์มีความน่าเชื่อถือ และมีการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การมีเพียงข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนด EUDR
ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่า EUDR กำหนดอะไรไว้บ้าง แต่คำถามที่ยังเปิดอยู่คือจะนำกฎระเบียบดังกล่าวไปปฏิบัติจริงอย่างไร
ตามข้อมูลจากคณะทำงานด้านการดำเนินงาน EUDR ของ evofenedex ความท้าทายได้เปลี่ยนจากการรวบรวมเอกสารไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการจัดหาหลักฐานสนับสนุนการประเมินดังกล่าว ผู้นำเข้าต้องพิจารณาว่าข้อมูลจากซัพพลายเออร์มีความครบถ้วน น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบยืนยันได้หรือไม่ ไม่ใช่เพียงตรวจสอบว่ามีข้อมูลอยู่หรือไม่เท่านั้น
ประเด็นนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่พบได้ทั่วไป นั่นคือการมีข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนด EUDR บริษัทต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าข้อมูลที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือ และมีการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ความรับผิดชอบดังกล่าวยังคงเป็นของบริษัท แม้จะใช้บริการผู้ตรวจสอบภายนอก หน่วยงานรับรองมาตรฐาน หรือแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ก็ตาม
ในห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่เป็นการขาดความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นอย่างเป็นอิสระ โดยยังมีคำถามหลายประการที่ธุรกิจจำนวนมากต้องหาคำตอบ
EUDR กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ครอบคลุมทั้งค่าปรับ การยึดสินค้า การจำกัดสิทธิ์เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการห้ามจำหน่ายสินค้าในตลาด โดยตามมาตรา 25 ค่าปรับต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 4% ของยอดขายรวมต่อปีของบริษัทในสหภาพยุโรป
ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นผู้กำหนดบทลงโทษของตนเอง โดยต้องมีประสิทธิผล ได้สัดส่วน และสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้ นอกจากนี้ หน่วยงานระดับชาติยังมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไข เช่น ถอนผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด
1. ค่าปรับ มีมูลค่าอย่างน้อย 4% ของยอดขายรวมต่อปีในสหภาพยุโรป
2. การยึดสินค้า ยึดผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด รวมถึงรายได้ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
3. การห้ามเข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระงับสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการภาครัฐและรับเงินทุนภาครัฐเป็นการชั่วคราว สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน
4. การห้ามจำหน่ายในตลาด ห้ามนำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ตลาดหรือส่งออกเป็นการชั่วคราว
5. การระงับสิทธิ์ใช้กระบวนการตรวจสอบแบบง่าย ระงับสิทธิ์ของผู้ประกอบการในการใช้กระบวนการตรวจสอบสถานะอย่างง่ายตามข้อกำหนดของ EUDR
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเตรียมความพร้อมภาคเกษตรไทยรับข้อกำหนดสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EU Deforestation Regulation (EUDR) โดยมุ่งพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรและแหล่งผลิตให้ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่ข้อมูลเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก มาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ EUDR ซึ่งเป็นกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป
นายกฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า EUDR กำหนดให้สินค้าที่อยู่ภายใต้ขอบเขตควบคุมต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า หรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 รวมถึงต้องผลิตอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับสินค้าเกษตร 4 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน โกโก้ กาแฟ และถั่วเหลือง โดยขอให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและตรงตามข้อเท็จจริง ทั้งข้อมูลเกษตรกร ชนิดพืช พื้นที่เพาะปลูก จำนวนแปลง และที่ตั้งแปลง พร้อมจัดทำผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล หรือ Geoplots
ระบบ Geoplots สามารถตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างตำบลที่ตั้งแปลงกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร รวมถึงพิกัดและขนาดพื้นที่ โดยข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นฐานเชื่อมโยงกับระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน และตรวจสอบพิกัดภูมิศาสตร์ (Geolocation) ว่าแปลงเพาะปลูกอยู่ในพื้นที่ป่าหรือไม่
สำหรับข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าจัดทำผังแปลงสำหรับพืช EUDR รวม 561,579 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4.1 ล้านไร่ แบ่งเป็นปาล์มน้ำมัน 325,913 ราย จำนวน 538,840 แปลง พื้นที่ 4,013,532 ไร่ โกโก้ 2,320 ราย จำนวน 2,658 แปลง พื้นที่ 8,427 ไร่ กาแฟ 14,849 ราย จำนวน 19,514 แปลง พื้นที่ 112,822 ไร่ และถั่วเหลือง 469 ราย จำนวน 567 แปลง พื้นที่ 2,926 ไร่
ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำผังแปลงดิจิทัลแล้ว 448,679 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 3,336,311 ไร่
นายกฤษกล่าวว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและจัดทำผังแปลงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรองรับข้อกำหนดทางการค้า แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนการผลิต การส่งเสริมมาตรฐาน การเชื่อมโยงตลาด และการบริหารจัดการภาคเกษตรในระยะยาว
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้ง 4 ชนิด รวมถึงนิติบุคคลที่ประกอบกิจการเพาะปลูก ตรวจสอบสถานะทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนชนิดพืช พื้นที่เพาะปลูก หรือจำนวนแปลง พร้อมจัดทำผังแปลง Geoplots ให้ตรงกับพื้นที่จริง เพื่อให้ข้อมูลทะเบียนและข้อมูลเชิงพื้นที่สอดคล้องกัน และนำไปใช้รองรับระบบตรวจสอบย้อนกลับตามข้อกำหนด EUDR
เกษตรกรสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook ระบบ e-Form หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อให้ฐานข้อมูลแหล่งผลิตมีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้
ที่มา: HQTS : EUDR Deadline Confirmed: Is Your Supply Chain Ready for 30 December 2026