thansettakij
thansettakij
งานวิจัยชี้ แนวปะการังรับมือโลกร้อนได้มากกว่าคาดถึง 3 เท่า

งานวิจัยชี้ แนวปะการังรับมือโลกร้อนได้มากกว่าคาดถึง 3 เท่า

01 ก.ค. 69 | 00:38 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 00:44 น.

งานวิจัยล่าสุดเผยว่า แนวปะการังที่มีศักยภาพรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีมากกว่าที่เคยประเมินไว้ถึง 3 เท่า ครอบคลุมพื้นที่กว่า 165,922 ตารางกิโลเมตรใน 71 ประเทศ

KEY

POINTS

  • ผลวิจัยใหม่ชี้ว่าพื้นที่แนวปะการังที่สามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีมากกว่าที่เคยประเมินไว้ถึง 3 เท่า
  • พื้นที่แนวปะการังทนทานเหล่านี้มีขนาดรวมกว่า 165,922 ตารางกิโลเมตร กระจายอยู่ใน 71 ประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ในบาฮามาส คิวบา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
  • อย่างไรก็ตาม มีแนวปะการังทนทานไม่ถึง 28% ที่อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครอง ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเสี่ยงต่อภัยคุกคามอื่น ๆ เช่น มลพิษ และการประมงที่ไม่ยั่งยืน

ผลการวิเคราะห์จากรายงาน Machine-learning and prioritization models reveal climate refugia for coral reefs into 2050 พบพื้นที่แนวปะการังที่อาจมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวม 165,922 ตารางกิโลเมตร (64,000 ตารางไมล์) ครอบคลุม 71 ประเทศ และ 100 ดินแดนหรือเขตอำนาจศาล

นักวิทยาศาสตร์ได้จัดทำแผนที่การกระจายตัวในวงกว้างของแนวปะการังที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการอยู่รอดและแม้กระทั่งฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีจำนวนมากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ถึง 3 เท่า

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวปะการังทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างปี 2023-2025 ซึ่งตรงกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์และทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศและมหาสมุทรทำสถิติสูงสุด ความเครียดจากความร้อนในระดับที่ก่อให้เกิดการฟอกขาวได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่แนวปะการังเกือบ 84% ของโลก ครอบคลุมอย่างน้อย 83 ประเทศและดินแดน นับเป็นเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ครั้งที่ 4 ที่มีการบันทึกไว้ และเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นจากการตอบสนองต่อความเครียดจากความร้อนอันเป็นผลมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้สาหร่ายที่อาศัยอยู่ร่วมกับปะการังหลุดออกจากแนวปะการัง ส่งผลให้ปะการังสูญเสียสีสันอันสดใส แม้เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวจะไม่ได้หมายความว่าปะการังจะตายในทันที แต่ความเครียดจากความร้อนที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นจะทำให้ปะการังอ่อนแอต่อโรคมากขึ้น ฟื้นตัวได้ช้าลง และลดความสามารถในการสืบพันธุ์

แนวปะการังอาจมีความทนทานมากกว่าที่เคยเชื่อ

ผลการวิเคราะห์ใหม่ระบุว่า แนวปะการังอาจมีความทนทานมากกว่าที่เคยเชื่อกันก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society) และมหาวิทยาลัยแมคควอรี (Macquarie University) ได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจปะการังกว่า 45,000 ชุด ร่วมกับข้อมูลด้านภูมิอากาศและมหาสมุทรที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ก่อนระบุแนวปะการังที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมพื้นที่ 165,922 ตารางกิโลเมตร (64,000 ตารางไมล์) ใน 71 ประเทศ และ 100 ดินแดนหรือเขตอำนาจศาล

ซึ่งหลายแห่งไม่เคยได้รับการประเมินมาก่อน โดย 61% ของพื้นที่แนวปะการังที่มีความทนทานเหล่านี้ตั้งอยู่ใน 5 ประเทศที่มีระบบแนวปะการังขนาดใหญ่ ได้แก่ บาฮามาส คิวบา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

 

โอกาสในการคุ้มครองและการอนุรักษ์

ผลการวิเคราะห์ระบุว่า แนวปะการังที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งระบุได้จากการศึกษานี้ มีไม่ถึง 28% ที่อยู่ภายในพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ หมายความว่า พื้นที่รวม 119,605 ตารางกิโลเมตรยังอยู่นอกกรอบการอนุรักษ์ที่กำหนดไว้ และไม่มีมาตรการคุ้มครองจากภัยคุกคาม เช่น มลพิษทางน้ำ การทำประมงที่ไม่ยั่งยืน กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนโครงการพัฒนาชายฝั่ง

คณะผู้วิจัยระบุว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองนี้ถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่ชัดเจนที่สุดในระยะใกล้ในการผลักดันกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2022 โดย 196 ประเทศ เพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของโลก โดยกรอบดังกล่าวกำหนดเป้าหมายที่เรียกว่า "30×30" ซึ่งกำหนดให้มีการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูพื้นที่บนบก แหล่งน้ำภายในประเทศ พื้นที่ชายฝั่ง และพื้นที่ทางทะเลที่เสื่อมโทรม ให้มีประสิทธิภาพอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030

แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง พบในมากกว่า 100 ประเทศและดินแดน และเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างน้อย 25% ของทั้งหมด มีบทบาทสำคัญต่อการคงอยู่ของเครือข่ายความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลของโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน อีกทั้งยังสร้างบริการของระบบนิเวศที่มีมูลค่าสูงถึง 9.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แนวปะการังยังได้รับการขนานนามว่าเป็นป่าฝนแห่งท้องทะเล เนื่องจากสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน โดยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินในน้ำ

อย่างไรก็ตาม แนวปะการังกำลังหายไปในอัตราที่น่ากังวล โดยรายงานล่าสุดของเครือข่ายติดตามตรวจสอบแนวปะการังโลก (Global Coral Reef Monitoring Network: GCRMN) ระบุว่า โลกได้สูญเสียปะการังไปแล้วประมาณ 14% นับตั้งแต่ปี 2009