thansettakij
"ปตท." ชูกลยุทธ์ 3C ดันองค์กรสู่เป้า "Net Zero" ปี 2050
energy

"ปตท." ชูกลยุทธ์ 3C ดันองค์กรสู่เป้า "Net Zero" ปี 2050

"ปตท." ชูกลยุทธ์ 3C ดันองค์กรสู่เป้า "Net Zero" ปี 2050 เดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอน เผยอยู่ระหว่างเดินหน้าเร่งผลักดันธุรกิจใหม่ด้าน CCS ทำโดย ปตท.สผ. ใน 2 พื้นที่นำร่อง

นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงาน Sustainability Forum 2025 : Synergizing for Driving Business ว่า กลุ่ม ปตท. มีเป้าหมาย "Net Zero" อย่างชัดเจน โดยปี 2050 ปตท. ต้องเข้าสู่ Net Zero ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ 15 ปี

ทั้งนี้ โดยการดำเนินการผ่านกลยุทธ์ C3 Approach ประกอบด้วย

  • climate-resilience business โดยเป็นการปรับพอร์ตโฟลิโอของกลุ่ม ปตท.ให้ไปสู่ธุรกิจที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง หรือเป็นการทำธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากเดิมที่มีธุรกิจปล่อยคาร์บอนมากก็มีการขายออกไปบ้าง เช่น PTT ออกจากธุรกิจถ่านหินมาทำก๊าซธรรมชาติเพื่อลดคาร์บอน ส่วน GPSC เป็นธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้า จะมีการใช้ Renewable และ decarbonize โดยมีการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ ปตท. มีพอร์ตโฟลิโอที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง
     
  • Carbon conscious business โดย ปตท. มีธุรกิจจำนวนมากที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นจึงต้องมีการหาเทคโนโลยีที่จะมาลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากธุรกิจทั่วโลก เช่น การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) เป็นต้น 

"ปตท." ชูกลยุทธ์ 3C ดันองค์กรสู่เป้า "Net Zero" ปี 2050

  • Coalition-co creation and collective efforts for all โดยถือ เป็นส่วนสำคัญที่จะไปให้ถึงเป้า Net Zero ซึ่งจะเป็นโครงการใหญ่ในการช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ โดย ปตท.จะใช้เทคโนโลยีในการเก็บคาร์บอนจากอากาศในสภาพของเหลวซึ่งจะถูกส่งและกักเก็บที่หลุมก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่ง ปตท.ทำหน้าที่สร้าง infrastructure ส่วนการเก็บและการลงไปใต้ดิน-ใต้ทะเลก็เป็นหน้าที่ของ ปตท.สผ. ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ สิ่งที่เป็นความท้าทายไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่จะต้อง unlocck regulation ร่วมกับภาครัฐด้วย

นายรัฐกร กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน ปตท.อยู่ระหว่างเร่งผลักดันธุรกิจใหม่ด้าน CCS ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ใน 2 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ และโครงการลังละบาห์ ในมาเลเซีย โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ นับเป็นการดำเนินการแห่งแรกของประเทศไทย คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
 

รวมถึงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการกักเก็บคาร์บอนจากกระบวนการผลิตของบริษัทในกลุ่มปตท. ในพื้นที่ใกล้ฝั่งทะเลภาคตะวันออก ปริมาณดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 10 ล้านตันต่อปี และยังมีการลงทุนในธุรกิจไฮโดรเจนรองรับการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มเติม และมีเป้าหมายนำไฮโดรเจนเข้ามาผสม 5% ปี 2030 ในท่อส่งก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าตามร่างแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในอนาคต

"การดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องร่วมมือกัน ไม่สามารถทำได้คนเดียว ต้องร่วมมือกันในกลุ่ม รวมถึงเอกชนที่เป็นพาร์ทเนอร์ และภาครัฐ โดยทั้งหมดจะเป็นกลยุทธ์ที่นำพา ปตท. ไปสู่เป้า Net Zero ที่วางไว้"